วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

รถมือสอง กับ เบรค (ดรัมเบรค)

ดรัมเบรค ใน รถมือสอง

ดรัมเบรครถมือสอง

          เมื่อท่านได้ครอบครองรถมือสองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเริ่มต้นใช้งานรถมือสอง การดูแล รักษารถมือสอง เป็นเรื่องสำคัญ ระหว่างใช้งานรถมือสองคันโปรดของท่าน คงหนีไม่พ้นกับการเปลี่ยนอะไหล่ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ ที่หมดอายุการใช้งาน วันนี้ผมขอนำบทความความรู้เกี่ยวกับ "เบรครถยนต์" มานำเสนอสำหรับท่านที่สนใจครับ
          "เบรครถยนต์" คือ อุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในรถยนต์ คนสมัยก่อนเรียกว่า "ห้ามล้อ" ถ้าระบบห้ามล้อรถยนต์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ นั่นหมายถึง ความปลอดภัยของตัวท่านและคนที่ท่านรัก ปัจจุบัน รถยนต์ทั่วๆ ไป ที่ใช้งานกันอยู่ ยังคงมี ทั้ง ดรัมเบรค และ ดิสเบรค เรามาศึกษาระบบการทำงานของ ดรัมเบรค กันก่อนนะครับ

          ดรัมเบรครถยนต์
            การทำงานของดรัมเบรคนี้แตกต่างกับดีสค์เบรค ดรัมเบรค มีผ้าเบรคโค้งๆ 2 อัน เมื่อจะทำงาน ผ้าเบรคทั้งสองนี้จะถูกกดให้ติดยันเข้ากับด้านในของฝาครอบเบรค(Drum) ดีสค์เบรค มีผ้าเบรคเป็นแผ่น 2 แผ่น ประกบเข้ากับ 2 ด้าน ของแผ่นจานเบรค เบรคได้โดยการกดแผ่น 2 แผ่นนี้เข้าไป ส่วนข้อดีของดรัมเบรคก็มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งเหนือกว่าเบรคแบบจาน ก็คือมันมีความสามารถที่จะเพิ่มแรงจับประกบกับฝาครอบเบรคได้ด้วยตัวมันเองโดยอัตโนมัติ ทำให้คนขับรถใช้แรงกดดันเบรคน้อยลง ดังนั้นความจำเป็นในการติดตั้งหม้อลมช่วยในการเบรคจึงไม่มี
          ส่วนข้อเสียนั้นก็คือ ดรัมเบรคนั้นความร้อนซึ่งเกิดจากการเสียดสีระหว่างผ้าเบรค และฝาครอบไม่สามารถระบายออกได้ทันเวลา ทำให้ผ้าเบรคมีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีผลทำให้ประสิทธิภาพของการเสียดทานของผ้าเบรคลดลง

          ดรัมเบรคแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
          1. ก้ามปูนำ 2 ก้าน

      การจัดแบบนี้ตัวผ้าเบรค(shoe) ทั้ง 2 แผ่น จะอยู่ในลักษณะที่เพิ่มประสิทธิภาพ ในการจับประกบกับฝาครอบได้ด้วยตัวมันเองทำให้ใช้แรงในการเหยียบคันเบรคน้อยลงอย่างมาก ระบบนี้ปกติใช้กับล้อคู่หน้าของรถ ซึ่งล้อคู่หน้านี้จะเป็นล้อซึ่งต้องรับแรงมากในเวลาเบรครถ  นอกจากนั้นล้อคู่หน้ายังมีโอกาสที่จะเกิดล้อตาย (Wheel locking) น้อยกว่าล้อหลังด้วยลักษณะของล้อหน้าทั้งสองประการนั่นเองเบรคแบบนี้จึงเหมาะสมกับล้อหน้า
          2. ก้ามปูนำ และ ก้ามปูตาม
      การจัดระบบแบบก้ามปูนำ 2 ก้ามนั้น ไม่เหมาะสมกับล้อหลัง เพราะเบรคมือของรถยนต์ทั่วๆ ไปนั้น เป็นการเบรคโดยใช้การดึงถ่างผ้าเบรคของล้อหลังออกให้ดันฝาครอบไว้ด้วยแรงสปริง ถ้าเป็นการเบรคเพื่อมิให้รถถอยหลังลงไปตามทางลาด เบรคแบบ 2 ก้ามปูนำ จะไม่เหมาะเพราะเมื่อรถยนต์ถอยหลัง มันจะกลายเป็นก้ามปูตาม 2 ก้ามไปทันที ทำให้ประสิทธิภาพการเบรคลดลง ดังนั้นล้อหลังของรถยนต์ปกติทั่วไปมักใช้เบรคระบบก้ามปูนำและตาม เพราะมันมีประสิทธิภาพพอๆ กัน ไม่ว่ารถจะวิ่งเดินหน้าหรือถอยหลังก็ตาม  
 
          ==== เมื่อใดเราจึงควรจะเปลี่ยนผ้าเบรค ====
      1. ถ้าเป็นผ้าเบรคชนิดมีหมุดย้ำ (rivet) ให้ดูความหนาของผ้าเบรคเหนือหมุด ถ้าผ้าเบรคมีความหนาเหนือหมุดน้อยกว่า ประมาณ ½ “ แล้ว ควรเปลี่ยนผ้าเบรคได้
     2. ถ้าเป็นผ้าเบรคชนิดไม่มีหมุดย้ำ  ให้ดูความหนาของผ้าเบรคน้อยกว่าประมาณ 1/3 ของความหนาเดิมหรือไม่ ถ้าน้อยกว่าควรเปลี่ยนได้ เจ้าของรถควรกระทำการตรวจสภาพเบรคทุก ๆ ระยะ 3,000 ไมล์ (4,800 ก.ม.) เพื่อความปลอดภัย

          ==== ขั้นตอนในการเปลี่ยนผ้าเบรค ====
          1. ยกรถขึ้นด้วยแม่แรง ถอดล้อออก ถ้าเป็นการเปลี่ยนผ้าเบรคล้อหน้า ให้ดึงเบรคมือไว้ แต่ถ้าเปลี่ยนผ้าเบรคล้อหลังให้ปลดเบรคมือออกแล้วใช้ไม้หรือก้อนหินยันล้อหน้าเอาไว้ ทั้งหมดนี้เป็นการป้องกันการที่รถจะเลื่อนตกลงมาจากแม่แรง  ต่อจากนั้นก็ถอดสกรูของตัวตั้งระยะเบรคสูงต่ำออกหรือลดผ้าเบรคให้ลงมาต่ำสุด เพื่อจะได้ทำการถอดฝาครอบและผ้าเบรคออกได้ง่ายขึ้น
          2. คลายน็อต(ถ้ามี) ซึ่งยึดฝาครอบเบรคกับดุมล้อออก แล้วค่อยๆ ดึงฝาครอบออกมา ถ้าดึงยากให้ใช้ฆ้อนยางหรือฆ้อนพลาสติก เคาะเบาๆ ก่อนดึง จะช่วยให้ดึงออกได้ง่ายขึ้น ในรถยนต์บางชนิดตัวฝาครอบเบรคติดเป็นอันเดียวกันกับดุมล้อ ถ้าเป็นแบบนี้ บางทีต้องใช้ตัวดูด (puller) ช่วยจึงจะสามารถถอดฝาครอบเบรคออกมาได้
          3. เปรียบเทียบผ้าเบรคใหม่และเก่าว่า ชนิดเดียวกันและขนาดเท่ากันหรือเปล่า เพื่อกันความผิดพลาด ต่อจากนั้นก็ทำความสะอาดแผ่นประกบหลัง ระบบการตั้งระยะเบรคและถ้าเป็นล้อหลังก็ทำความสะอาดข้อต่อต่างๆ ของเบรคมือด้วย พร้อมทั้งตรวจดูข้อบกพร่องของฝาครอบเบรค ถ้าเกิดมีรอยขีดข่วนอันเกิดจากหมุดย้ำของผ้าเบรค (ซึ่งจะโผล่เหนือผ้าเบรค ถ้าเบรคสึก)ให้เปลี่ยนจานเบรคด้วย ถ้าไม่มีรอยขีดข่วนก็ขัดขอบด้านในของฝาครอบเบรค (ซึ่งเป็นเงา)ให้สากด้าน ด้วยกระดาษทรายน้ำอย่างละเอียด
          4. ใช้คีมขนาดพอเหมาะหมุนจาน รองสปริงกดผ้าเบรค ให้หลุดออกจากน็อต ยึดสปริงกดผ้าเบรค ถ้าเป็นเบรคหลังปลดกระเดื่องต่างๆ ของเบรคมือออกให้หมด พร้อมกันนั้นให้ตรวจดูที่สึกหรอ เพื่อจัดการเปลี่ยนใหม่
          5. ใช้ไขควงขนาดใหญ่พอเหมาะงัดผ้าเบรคออกจากช่องบนตัวกระบอกสูบ การงัดขอให้ทำอย่างระมัดระวังเพราะตัวผ้าเบรคยังคงมีสปริงดึงกลับเกาะอยู่ และระวังอย่าให้การทำอันตรายกับยางกันฝุ่น พร้อมทั้งสังเกตและจดจำลักษณะการวางตัวของผ้าเบรคไว้ให้ดี เพื่อเป็นประโยชน์ตอนใส่กลับเข้าไปใหม่
          6. ใช้ไขควงงัดปลายของผ้าเบรคที่เหลือออกจากช่องที่มันวางตัวอยู่ แล้วใช้คีมดึงเอาตัวสปริงดึงกลับออกจากก้ามปูเสีย พร้อมทั้งตรวจสอบดูความสึกหรอของสปริงและจำไว้ว่าเมื่อถอดออกในลักษณะนี้แล้ว อย่าเหยียบเบรคอีกเป็นอันขาด ซึ่งอาจป้องกันได้อีกวิธี โดยใช้ลวดผูกลูกสูบไว้ เพื่อเป็นการกันไว้อีกที
          7. แสดงลวดพันรอบกระบอกสูบ แล้วทำความสะอาดช่องรองรับผ้าเบรค และแผ่นประกบหลัง
          8. นำก้ามปูใหม่ใส่สปริงดึงกลับให้เรียบร้อยเสียก่อน วางปลายด้านหนึ่งของผ้าเบรค แต่ละด้านลงในช่องรองรับแล้วใช้ไขควงงัดอีก 2 ด้าน ที่เหลือเข้ากับลูกสูบและกระบอกสูบ ตามลำดับ
          9. หลังจากทำตามข้อ 7,8 เรียบร้อยแล้ว ต่อกระเดื่องต่างๆ ของเบรคมือกลับเข้าที่เดิม
        10. ใส่สปริงและน็อตยึดผ้าเบรคเข้าที่เดิม เอาฝาครอบเบรคใส่เข้าที่เดิม แล้วตั้งเบรคให้สูงสุด ต่อมาค่อยๆ ลดเบรคลงจนสามารถหมุนได้ แล้วจึงเหยียบคันเบรค เพื่อให้ผ้าเบรคอัดเข้าที่

          สำหรับลักษณะของกลไกการตั้งเบรคสูงต่ำมีหลายแบบ ซึ่งถ้าใช้การสังเกตดีๆ ก็จะสามารถเข้าใจได้โดยง่าย อีกประการหนึ่งหนังสือคู่มือประจำรถมักจะบอกไว้เสมอ

<<=== ขอขอบคุณที่มา : http://www.auto2drive.com ===>>

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

 
page contents