ดิสก์เบรค ใน รถมือสอง
หลังจากที่เราได้ครอบครองรถมือสองคันโปรดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเริ่มต้นใช้งานรถมือสอง การดูแล บำรุง รักษารถมือสองที่ถูกต้อง ระหว่างใช้งาน อะไหล่ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ มีอายุการใช้งาน การใส่ใจดูแลเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อที่จะให้รถมือสองคันโปรดอยู่กับเราไปนานๆ แบบไม่กวนใจเบรคหรือห้ามล้อ เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญมากสำหรับรถยนต์ เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคุณและคนที่่คุณรัก ดังนั้น เราควรมาทำความรู้จักกับระบบเบรคของรถยนต์กันนะครับ เมื่อวาน ผมได้ลงบทความเกี่ยวกับเรื่องระบบเบรค (ดรัมเบรค) วันนี้ ผมขอลงบทความต่อเนื่อง คือ ดิสก์เบรค เรามาทำความรู้จัก ดิสก์เบรค ในรถยนต์ พร้อมๆ กันนะครับ
ดิสก์เบรคและการเปลี่ยนผ้าเบรค
ในรถยนต์คันหนึ่งๆ ตามความเห็นของแต่ละบุคคลย่อมจะมีส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งจะถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของรถยนต์ เปรียบเสมือนเป็นหัวใจทีเดียว บางคนอาจจะถือเอาเครื่องยนต์ บางคนถือเอาคาบิวเรเตอร์ ซึ่งทั้งนี้แต่ละคนย่อมจะมีเหตุผลแตกต่างกันไป ระบบเบรคคือส่วนหัวใจของรถยนต์ เหตุผลก็คือมันเป็นระบบความเป็นความตายของรถยนต์ และช่วยเสริมความมั่นใจในการขับรถยนต์ขึ้นมากทีเดียว
เบรคซึ่งติดตั้งในรถยนต์ทั่วไป ปัจจุบันนี้มี 2 ระบบ คือ
1. ดรัมเบรค (Drum Brake) เป็นระบบเบรคที่มีใช้มานานแล้ว เมื่อต้องการจะเบรคก็ใช้การถ่างแผ่นเสียดทานเพื่อให้ไปดันเสียดสีกับตัวดรัม (ซึ่งลูกล้อถูกขันน็อตติดเข้ากับตัวดรัมนี้) ล้อก็จะหยุดได้ เบรคแบบนี้ปัจจุบันก็มีใช้อยู่ทั่วๆ ไป ในรถบางยี่ห้ออาจติดเบรคแบบนี้ทั้ง 4 ล้อ แต่บางยี่ห้ออาจติดตั้งแต่ล้อหลังเท่านั้น
2. ดิสก์เบรค (Disc Brake) เป็นเบรคอีกระบบหนึ่งซึ่งปัจจุบันนิยมใช้พ่าหลายมาก เมื่อต้องการจะเบรคก็จะใช้การบีบแผ่นเสียดทานเข้าไปประกบกับจานเบรค ล้อก็จะหยุดได้ และเช่นเดียวกับดรัมเบรค นั่นคือดิสก์เบรคจะถูกติดตั้งทั้ง 4 ล้อเลย หรือเพียง 2 ล้อหน้าเท่านั้น
ข้อดี ดิสก์เบรค คือ
1. ดิสก์เบรคจะลดโอกาส ซึ่งเบรคจะเกิด “เฝด” ลงได้ อันเป็นผลทำให้หยุดรถได้แน่นอนและรวดเร็วขึ้น เหตุที่ทำให้ดิสก์เบรคลดการเกิดเฝด ก็เพราะดิสก์เบรคนั้นอากาศสามารถหมุนเวียนผ่านเข้าออกภายในระบบเพื่อถ่ายเทความร้อนได้สะดวก ดังนั้นโอกาสซึ่งผ้าเบรคจะมีอุณหภูมิสูงจนเกิดเฝดนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก
2. ข้อดีอีกข้อก็คือ ขณะที่รถลุยน้ำ ดิสก์เบรคสามารถหมุนสลัดน้ำออกจากระบบได้ดีกว่า ดังนั้นน้ำจึงไม่ขังอยู่ในระบบเหมือนดรัมเบรค ซึ่งการที่ไม่มีน้ำขังอยู่ภายในระบบจะมีผลดี คือ ทำให้ประสิทธิภาพของเบรคลดลงเพียงเล็กน้อยหลังจากเมื่อรถลุยน้ำแล้ว
ข้อเสีย ดิสก์เบรค คือ ดิสก์เบรคไม่มี “servo action” หรือ “multiplying action” เหมือนกับดรัมเบรค ดังนั้นจะต้องใช้แรงกดมากกว่าที่ใช้ในดรัมเบรค ทำให้ดิสก์เบรคต้องมีระบบเพิ่มกำลัง (Power or Booster) ช่วยในระบบประกอบกับแม่ปั๊มเบรค (Brake Master Cylinder)เพื่อเป็นการผ่อนแรงในการเหยียบคันเบรคให้น้อยลง ระบบเพิ่มกำลังนี้มีราคาแพงพอสมควร ทำให้รถยนต์ซึ่งติดระบบดิสก์เบรคมีราคาสูงกว่าระบบดรัมเบรคเล็กน้อย
ชนิดของดิสก์เบรค
1. ดิสก์เบรคแบบก้ามปูยึดอยู่กับที่ (fixed-position disc brake) ดิสก์เบรคแบบนี้อาจจะมีผ้าเบรคอยู่ 2 หรือ 4 แผ่น ซึ่งจะติดตั้งอยู่ภายในก้ามปู (caliper) โดยมีลักษณะประกบกับจานเบรค เพื่อเตรียมพร้อมที่จะบีบจานเบรคเมื่อต้องการจะเบรค ตัวก้ามปูนั้นจะเป็นเพียงที่ยึดของลูกปั๊มเท่านั้น จะไม่เคลื่อนที่ขณะเมื่อเบรคทำงาน ดีสค์เบรคแบบนี้มีช่องทางเดินของน้ำมันเบรคอยู่ภายในตัวก้ามปู หรืออาจจะมีท่อเชื่อมต่อระหว่างลูกปั๊มก็ได้ ซึ่งอันนี้ขึ้นอยู่กับรถยนต์แต่ละชนิด
ในรถบางยี่ห้อซึ่งมีที่จำกัด ไม่สามารถทำลูกปั๊มแบบ 4 ตัวได้ก็อาจออกแบบให้มี 3 ตัว คือ 2 ตัวอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านจะเป็นตัวใหญ่ 1 ตัว
2. ดิสก์เบรคแบบก้ามปูแกว่งได้ (Swinging-caliper disc brake) เป็นดิสก์เบรคอีกแบบหนึ่งซึ่งมีใช้กันอยู่ทั่วไป หลักการทำงานแตกต่างจากแบบก้ามปูยึดอยู่กับที่ก็คือ เบรคแบบนี้จะมีลูกปั๊ม 1 ตัว คอยดันผ้าเบรคแผ่นหนึ่ง ส่วนผ้าเบรคอีกแผ่นจะติดอยู่กับตัวก้ามปูเอง ซึ่งตัวก้ามปูนี้สามารถเคลื่อนไปมาได้
เมื่อเหยียบเบรค น้ำมันเบรคจะดันลูกปั๊มออกไป ผ้าเบรคแผ่นที่ติดอยู่กับลูกปั๊มตัวนั้นก็จะเข้าไปประกบกับจานเบรค ในขณะเดียวกันน้ำมันเบรคก็จะดันตัวก้ามปูทั้งตัวให้เคลื่อนที่สวนทางกับลูกปั๊ม ผ้าเบรคตัวที่ติดกับก้ามปูก็จะเข้าประกบกับจานเบรคอีกด้านหนึ่งพร้อมกับผ้าเบรคแผ่นแรก
แบบของเกอลิ่ง (Girling) นั้น ลูกปั๊มตัวบน (hydrolic piston) จะดันปั๊มตัวล่างโดยผ่านทางคานเล็กๆ (Lever) ซึ่งในขณะเดียวจุดหมุนบนคานก็จะดันให้ก้ามปูเคลื่อนที่สวนทิศทางกันกับลูกปั๊มตัวล่าง
ข้อสังเกต ผ้าเบรคแบบนี้ก็คือ ผ้าเบรคจะมีลักษณะเป็นลิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการแกว่งตัว (Swing) ของก้ามปู ซึ่งเป็นผลในการเบรคด้วย
3. ดิสก์เบรคแบบเคลื่อนที่ไปมาได้ (Sliding-Caliper disc brake) หลักการแบบเดียวกับดิสก์เบรคแบบแกว่ง (Swinging-Caliper) แต่ใช้ลูกปั๊ม 2 ตัว ตัวแรกเป็นตัวดันผ้าเบรคโดยตรง ส่วนอีกตัวนั้นจะดันก้ามปู (ซึ่งมีผ้าเบรคติดอยู่ด้วย) ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับลูกปั๊มตัวแรก แผ่นผ้าเบรคทั้งสองก็จะเข้าประกบจานเบรคทั้งสองด้านพร้อมๆ กัน
การเปลี่ยนผ้าเบรคของเบรคแต่ละแบบนั้นก็มีวิธีการคล้ายๆ กัน เมื่อเวลาจะเปลี่ยนก็ให้ใช้การสังเกตก่อน ดูแบบลักษณะของก้ามปู และดูว่าผ้าเบรคเกาะอยู่กับก้ามปูอย่างไร แล้วจึงดำเนินการเปลี่ยน
สำหรับการตัดสินว่าควรจะเปลี่ยนผ้าเบรคหรือยัง? ให้พิจารณาดูความหนาของผ้าเบรค (lining) ซึ่งทั้งนี้ผ้าเบรคบางแบบจะมีร่องอยู่ตรงกลางของผ้าเบรค ร่องนี้จะเป็นตัวชี้บ่งบอกถึง อายุการใช้งานของผ้าเบรคนั้น ถ้าร่องนี้ตื้นขึ้นมามากก็สมควรจะเปลี่ยนผ้าเบรคได้ แต่ถ้าเป็นผ้าเบรคชนิดไม่มีร่อง ให้ใช้การสังเกตความหนาของผ้าเบรคเลย เป็นเครื่องตัดสิน
การเปลี่ยนผ้าเบรค ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าขนาดและชนิดของผ้าเบรคที่เราจะเปลี่ยนเสียก่อนว่าเป็นแบบใด ในสมุดคู่มือของรถส่วนมากจะบอกไว้เสมอ เจ้าของรถควรยึดถือตามนั้น เพราะถ้าใช้ผิดจากคู่มือที่กำหนดให้แล้ว อาจทำให้ประสิทธิภาพของเบรคลดลง ซึ่งอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
การเปลี่ยนผ้าเบรคแบบก้ามปูยึดอยู่กับที่ ซึ่งถึงแม้เบรครถยนต์ของท่านเป็นแบบอื่น แต่ก็จะมีวิธีการแตกต่างไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งขอให้ใช้การสังเกตเข้าช่วยก็จะทำได้ง่าย เพราะหลักการใหญ่ๆ ก็คล้ายกันนั่นเอง
10ขั้นตอน ในเการเปลี่ยนผ้าเบรค
1. เอาแม่แรงยกรถขึ้น และถอดวงล้อออก จะเห็นก้ามปูได้ชัดเจน จากนั้นก็ทำความสะอาดสักหน่อย
2. ใช้คีมดึงกลัดที่สอดอยู่กับรูก้านยึดผ้าเบรค (กลัดอันนี้จะกันไม่ให้ก้านยึดผ้าเบรคออกจากก้ามปูได้)
3. ดันก้านเหล็กยึดผ้าเบรคออก ถ้ารู้สึกติดเอาออกยากให้ขยับผ้าเบรคไปมาเล็กน้อย สำหรับเบรคบางแบบจะมีแผ่นเหล็กบางๆ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายสปริงคอยยึด ก็ให้กดแผ่นสปริงนี้ก่อนแล้วค่อยดึงก้านเหล็กนี้ออกมา
4. ค่อยๆ โยกผ้าเบรคออกจากก้ามปู (อย่าเหยียบเบรคเป็นอันขาดเพราะจะทำให้ดึงผ้าเบรคออกจากก้ามปูได้ยาก และน้ำมันเบรคอาจจะซึมออกมาได้)
5. ทำความสะอาดลูกปั๊มโดยใช้ลมเป่า หรือแปรงปัดให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกออก กรณีที่เห็นน้ำมันเบรคออกมาจากลูกปั๊มให้ใส่ผ้าเบรคกลับเข้าที่ และนำไปอู่เปลี่ยนแหวนซีล (seal) ของลูกปั๊มใหม่
6. ก่อนที่จะนำผ้าเบรคใหม่ซึ่งหนากว่าชิ้นเก่าสอดเข้าไป จำเป็นต้องคลายเกลียวไล่ลมให้หลวม แล้วใช้มืออุดรูข้างบนไว้กันอากาศเข้าไปในท่อน้ำมันเบรค (น้ำมันเบรคอาจไหลออกมาได้..ไม่เป็นไร)
7. ใช้ไขควงโตๆ หรือเครื่องมืออื่นที่มีลักษณะเป็นปากกว้างๆ ดันลูกปั๊มให้ถอยกลับเข้าที่ น้ำมันเบรคจะถูกดันให้ไหลออกทางรูไล่ลม โดยที่มือยังอุดรูไล่ลมอยู่ กรณีที่เกลียวของรูไล่ลมยังไขออกไม่พอ ถ้ากดลูกปั๊มตัวหนึ่งอีกตัวก็จะเคลื่อนเข้าหาจานเบรค ให้คลายเกลียวออกอีก
8. ไขเกลียวไล่ลมให้แน่น เช็คดูว่าผ้าเบรคใหม่เป็นแบบเดียวกับผ้าเบรคเก่า
9. สอดผ้าเบรคแผ่นใหม่เข้าไปในก้ามปู บางคันมีแผ่นเหล็กบางๆ ก็ต้องสอดเข้าไปให้ถูกด้วย โดยสังเกตแผ่นเหล็กนี้อาจมีเครื่องหมายบอกทิศทางไว้ด้วย
10. สอดก้านเหล็กยึดผ้าเบรคให้เข้าที่ (อย่าลืม!บางคันอาจมีแผ่นสปริงเหล็กสำหรับยึดก้านเหล็ก 2 อันนี้ต้องใส่ด้วย) จากนั้นก็กลัดยึดติดก้านเหล็กนี้ แล้วเช็คระดับน้ำมันเบรค ไขสกรูไล่ลมให้แน่น และใส่ล้อให้เข้าที่
หมายเหตุ
เฝด คือ ปรากฎการณ์ซึ่งผ้าเบรค มีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก(คือมีความสามารถของการเสียดทานลดลง) เนื่องจากอุณหภูมิสูงมากเพราะความร้อนระบายไม่ทัน จะเกิดขึ้นในเบรคแบบดรัม เมื่อเบรครถที่ความเร็วสูงๆ หรือขณะที่ปลดเกียร์ว่างลงเขา
Servo-action เป็นการช่วยเพิ่มแรงโดยอัตโนมัติของดรัม ซึ่งทำให้เหยียบเบรคด้วยแรงน้อยลง
<<=== ขอขอบคุณ ที่มาของความรู้ : http://www.auto2drive.com ===>>
เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.
เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ
เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ
