วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

รถมือสอง กับ การดูแล

20 ข้อในการดูแลรถมือสอง

ดูแลรถมือสอง
          เมื่อท่านได้ครอบครองรถมือสองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเริ่มต้นใช้งาน การดูแลบำรุงรักษารถมือสองเป็นสิ่งสำคัญ รถยนต์ทุกคันเมื่อเริ่มใช้งาน ก็ต้องมีการสึกหรอเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อไม่ให้รถมือสองของท่านรวนหรือกวนท่าน เราต้องใช้งานและดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี การบำรุงรักษารถยนต์ 20 ข้อที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะไม่กล่าวถึงทฤษฎี แต่จะเป็นการปฎิบัติซึ่งผู้ที่เป็นมือใหม่ หรือไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์เลยก็สามารถทำได้ โดยขอให้ทำตาม ไปแต่ละข้อ เทคโนโลยี่เปลี่ยนแปลง ถ้าข้อไหนไม่มีในรถของท่าน ก็ข้ามมันไป รถมือสองคันโปรดจะได้อยู่กับท่านไปนานๆ อย่างไม่กวนใจ

          20 ข้อในการดูแลรถยนต์

     1. เครื่องมือ ก่อนที่จะทำการซ่อมแซมอะไรบางอย่าง แน่นอนย่อมต้องมีเครื่องมือของตัวเองเพื่อใช้ในการซ่อมนั้น เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้และผู้ที่เป็นเจ้าของรถควรมีก็คือ
-กุญแจปากตาย (ระบนเมตตริก) ตั้งแต่เบอร์ 8 ถึง 18
-กุญแจแหวน (ระบบเมตตริก) ตั้งแต่เบอร์ 8 ถึง 18
-กุญแจ 6 เหลี่ยม 1 ชุด
-กุญแจเลี่อนขนาดปานกลาง 1 ตัว
-ฟิลเลอร์เกจ 1 ชุด และที่ตั้งเขี้ยวหัวเทียน
-ไขควงขนาดเล็กและปานกลาง และไขควงปากแฉก
-จารบี
-น้ำมันเครื่องหยอดหล่อลื่นบริเวณที่ต่าง ๆ
-บล็อกไขหัวเทียน
-กระดาษทรายน้ำอย่างละเอียด 1 แผ่น
          สำหรับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น กุญแจบล็อก กระบอกอัดจารบีกระป๋องหยอดน้ำมันเครื่อง เกย์วัดแรงดันยางนั้นไม่จำเป็นต้องมี เพราะอาจไปใช้ตามปั๊มน้ำมันก็ได้ แต่ถ้ามีเองก็จะทำให้สะดวกแก่การซ่อมแซมเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ง่าย
          การเลือกซื้อเครื่องมือนั้น อยู่ที่กระเป๋าของผู้ซื้อเอง โดยทั่วไปตามบริเวณคลองถม เครื่องมือจะมีขายทั้งของญี่ปุ่น เยอรมัน อินเดีย อเมริกา อังกฤษ เป็นต้น ถ้าเป็นของญี่ปุ่นและอินเดียก็ถูกหน่อย แต่แน่นอนคุณภาพในเรื่องความทนทานย่อมสู้ของอเมริกา เยอรมัน หรืออังกฤษไม่ได้ ดังนั้นถ้าท่านมีอัฐน้อยและคิดว่าใช้เครื่องมือไม่บ่อยนัก ก็ควรใช้ของญี่ปุ่น หรืออินเดีย แต่ถ้าคิดว่าอนาคตจะต้องใช้มากทุก ๆ วัน ก็ขอแนะนำของอเมริกาหรือเยอรมัน

     2. ล้างเครื่องยนต์และตัวถัง

          เมื่อมีเครื่องมือต่าง ๆ ที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้แล้ว (ตาม รายการในข้อที่ 1) ก่อนที่จะลงมือทำอะไร อย่างน้อยที่สุด ก็ควรทำความสะอาดเครื่องยนต์บ้าง วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ไปให้ปั๊มน้ำมันล้างทำความสะอาดเครื่องให้ (แต่ก็ไม่ทุกปั๊มที่ทำ) เขาจะทำโดยใช้น้ำมันก๊าดผสมเบนซินธรรมดาเล็กน้อย แล้วใส่ในกระบอกฉีด (จะใช้กระป๋องพ่นสีก็ได้) ซึ่งต่อเข้ากับท่ออัดลม ฉีดไปที่ตัวเครื่องให้ทั่ว สิ่งสกปรกที่ติดตามตัวเครื่อง ก็จะหลุดไปพร้อมกับลม หรืออีกวิธีก็คือ ซื้อน้ำยาทำความสะอาดเครื่องยนต์แล้วฉดลงบนตัวเครื่อง จากนั้นก็ฉีดน้ำไล่ทั้งสิ่งสกปรกและน้ำยาออกก่อนที่จะลงมือฉีดน้ำ ขอให้แน่ใจก่อนว่า จานจ่ายและปลั๊กหัวเทียนมียางกันน้ำอยู่

     3. หม้อน้ำ

          หม้อน้ำจะเป็นตัวทำหน้าที่ที้งความร้อนจากเครี่องไปสู่ อากาศ ดังนั้นการบำรุงรักษาจงจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากทั้งในเครื่องและในหม้อน้ำมักเกิดสนิมได้ง่าย เราจะรักษาได้โดยเริ่มจากดูลักษณะภายนอกของหม้อน้ำก่อน ดูว่าครีบระบายความร้อนของรังผึ้งนั้น บิดหรือบู้บี้หรือเปล่า ถ้าเป็นก็หาเหล็กเล็ก ๆ มาเขี่ยให้มันดี เพื่อให้ลมผ่านได้ง่าย และถ้ามีใบไม้หรือโคลนติดอยู่ก็ล้างเสียให้เรียบร้อย จากนั้นก็มาสังเกตดูน้ำในหม้อน้ำ ดูว่าภายในหม้อน้ำและในตัวเครื่องมีสนิมไหม สังเกตดูได้ เพราะถ้าเป็นสนิม น้ำในหม้อน้ำจะมีสนิมลอยปนอยู่ด้วย วิธีการไล่และป้องกันสนิมทำได้โดยไปซื้อน้ำยากัดสนิมหม้อน้ำจากตามปั๊มน้ำมัน แล้วทำตามวิธีใช้ ซึ่งจะเขียนไว้ข้างกระป๋อง (เติมน้ำยาล้างหม้อน้ำลงไป แล้วเดินเครื่องประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ถ่ายน้ำมันออกหมด)
          เมื่อล้างภายในหม้อน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็ถ่ายน้ำทั้งหมดออก (อย่าลื่มถ่ายน้ำภายในเครื่องยนต์ด้วย โดยไขจุกถ่ายน้ำ ซึ่งโดยมากอยู่ด้านหน้าของเครี่อง) เติมน้ำเปล่าแล้วล้างภายในอีกที จากนั้นก็เติมน้ำจนเกือบเต็ม แล้วจึงค่อยเติมน้ำยากันสนิม (ซึ่งหาซื้อได้ตามปั๊มเช่นกัน) ลงไปเป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวกับหม้อน้ำ แต่ต้องคอยเช็คน้ำทุก ๆ 3 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำน้อยเกินไป สำหรับรถที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ เช่น รถโฟล็ก ก็ผ่านข้อนี้ไปได้

     4. แบตเตอรี่

          หัวใจสำคัญในการสตาร์ทและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ก็คือ แบตเตอรี่ เราควรดูว่าน้ำใน แบตเตอรี่เพียงพอหรือไม่ทุก ๆ สองวัน ระดับน้ำใน แบตเตอรี่ควรจะสูงกว่าแผ่นกระดาษข้างในประมาณ 1 ซ.ม. ถ้าน้ำเต็มมากเกินไป มันจะหกล้นออกมาภายนอกได้ขณะเดินเครื่อง เนื่องจากการชาร์จไฟ ซึ่งเมื่อชาร์จไฟแล้ว น้ำจะเปลี่ยนเป็นสภาพน้ำกรด ถ้าหกมาข้างนอกแล้วโดนตัวถัง หรือฐานรอง แบตเตอรี่ก็จะทำให้เป็นสนิมและผุได้ง่าย ที่ขั้ว แบตเตอรี่ก็ต้องคอยดูแลเช่นกัน ถ้ามีผงขาว ๆ หรือสิ่งสกปรกอยู่บริเวณที่ขั้ว ก็ควรเอาน้ำร้อนมาลวกมันออกเสียให้หมด แล้วจึงใช้จารบีหรือวาสลินทาให้รอบ จากนั้นจึงต่อขั้วสายไฟเข้าไปใหม่

     5. สายพาน

          บ่อยครั้งที่ขณะสตาร์ทรถ จะได้ยินเสียงคล้ายอะไรสีกัน ดัง ๆ หรือพอเริ่มเร่งเครื่องแรง ๆ ก็ได้ยินเช่นกัน เหตุอันนี้เกิดจากสายพานในรถหย่อนเกินไป โดยมากแล้วจะมีสายพาน 2 เส้น เส้นหนึ่งจะเป็นสายพานไปยังพัดลมกับเยนเนอเรเตอร์ ส่วนอีกเส้นจะเป็นสายพานแอร์ สำหรับสายพานไปยังพัดลม กับเยนเนอเรเตอร์นั้นจะตั้งกันที่ตัวเยนเนอเรเตอร์ ซึ่งสามารถขยับเข้าออกได้ สายพานที่พอดีจะกดช่วงตรงกลางระหว่างพูลเล่ย์ลงได้ประมาณครึ่งนิ้ว กรณีที่สายพานหย่อนเกินไป เวลาเบาเครื่อง เราจะเห็นไฟชาร์จภายในหน้าปัทม์รถแดงเล็กน้อย แต่พอเร่งเครื่องจะหายไป บางครั้งก็ไม่มีไฟให้เห็น แต่ได้ยินเสียงตอนสตาร์ทแทน
          กรณีที่สังเกตเห็นสายพานเก่ามากหรือสึกไปมาก ก็ควรเปลี่ยนใหม่เสีย เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดในขณะที่เราไปทำงาน ส่วนสายพานแอร์ก็ควรตั้งเช่นเดียวกับที่กล่าวมา แต่จะตั้งได้ที่ตัวคอมเพรสเซอร์แอร์ซึ่งโดยมากมักขยับได้ ทางที่ดีควรจะมีสายพานสำรองของพัดลมและเยนเนอเร- เตอร์ติดไว้ในรถสัก 1 เส้นเสมอ เผื่อว่าเส้นใช้งานเกิดขาดก็สามารถเปลี่ยนได้ทันที

     6. หม้อกรองอากาศ

          ไส้หม้อกรองอากาศปัจจุบันที่ใช้กันมาก มักจะเป็นแบบกระดาษหรือไม่ก็เป็นแบบลวดฝอย ๆ ชุบน้ำมัน กรณีแบบแรก ทำความสะอาดได้โดยใช้ลมเป่าจากด้านในออกมา โดยใช้ลมตามปั๊มน้ำมันทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าใช้ไส้หม้อกรองแบบกระดาษนี้นานๆ ไปก็จำเป็นต้องเปลี่ยนทิ้ง เนื่องจากเกิดการอุดตันได้ ส่วนแบบลวดฝอยทำความสะอาดโดยเอามาล้างกับน้ำมันเบนซินให้ทั่ว จากนั้นก็ชุบลงไปในน้ำมันพอเปียก แล้วจึงค่อยใส่เข้าไปใหม่ แบบนี้ราคาแพงกว่าแบบกระดาษ แต่อายุการใช้งานได้นานตลอดไป การทำความสะอาดไส้หม้อกรองควรทำทุก ๆ 1 เดือนเป็นอย่างน้อยสำหรับกรณีรถที่ใช้น้ำมันเครื่อง และลวดฝอยเป็นตัวกรองอากาศ ก็ต้องคอยดูว่าน้ำมันเครื่องนั้นสกปรกแค่ไหน ถ้าเห็นว่าสกปรกมากแล้ว ก็ควรที่จะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่เเละล้างลวดฝอยให้สะอาดด้วย

     7. น้ำมันเครื่อง และหม้อกรองน้ำมันเครื่อง

          น้ำมันเครื่องก็อาจเปลี่ยนได้เสมือนกับเลือดภายในร่างกาย ถ้าน้ำมันเครื่องขาดไปหรือสกปรก อายุการใช้งานของเครื่องยนต์ก็จะน้อยลง เมื่อเราเดินเครื่องน้ำมันเครื่องจะไปหล่อลื่นในบริเวณส่วนต่าง ๆ บางส่วนของเครื่องจะร้อนมาก เช่น บริเวณแหวนลูกสูบ ดังนั้นน้ำมันเครื่องจะระเหยไปได้บ้างทีละเล็กละน้อย ดังนั้นน้ำมันเครื่องเราควรจะตรวจเช็คทุกๆ อาทิตย์ว่าขาดไปหรือไม่ โดยดูจากเหล็กวัดระดับน้ำมันเครื่องข้าง ๆ เครื่องยนต์ ถ้าขาดไปก็เติมลงไป แต่อย่าเติมให้มากเกินไปกว่าที่กำหนด เพราะจะทำให้กินกำลังเครื่องไปเล็กน้อย เนื่องจากเพลาข้อเหวี่ยงจะไปตีกับน้ำมันเครื่อง ทุกครั้งที่เครื่องยนต์หมุนไปและเมื่อเห็นว่าน้ำมันเครื่องสกปรกแล้ว (จะเป็นสีดำและเห็นว่าสกปรก) ก็ควรจะเปลี่ยนเสีย ปกติน้ำมันเครื่องควรเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ 5000 ก.ม. (แต่วิ่งในกรุงเทพฯ ควรเปลี่ยนทุก 3000 ก.ม.)
          น้ำมันเครื่องเบอร์ไหนที่เหมาะกับเครื่องยนต์นั้น ก็ให้ดูจากคู่มือการใช้รถคันนั้น ๆ ไป ทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องก็ควรจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องด้วย สำหรับรถที่ใช้ไส้กรองน้ำมันเครื่องแบบทำความสะอาดเองไม่ได้ เมื่อไส้กรองอุดตันแล้ว แรงดันน้ำมันเครื่องจะสูงขึ้นและจะไปดันเช็ควาล์ว (วาล์วที่ให้ของเหลวไหลได้ทางเดียว) ให้เปิด ดังนั้นเราจะไม่มีทางรู้โดยดูจากภายนอกว่า มันอุดตันหรือยัง ทางที่ดีแล้วก็ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเพราะถ้ายังใช้ทั้ง ๆ ที่มันตันแล้ว จะทำให้สิ่งสกปรกไหลไปตามที่ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้น ส่วนไส้กรองแบบที่ล้างทำความสะอาดได้ ก็ควรล้างทุก ๆ ครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเช่นกัน

     8. หัวเทียน

          หัวเทียนจะเป็นตัวทำให้เกิดประกายไฟ ภายในกระบอกสูบ โวลท์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขี้ยวหัวเทียนโดยทั่วไปจะมีค่าอยู่ประมาณ 2 หมื่นกว่าโวลท์ แต่ประกายไฟที่เขี้ยวหัวเทียนจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างเขี้ยว ถ้าห่างมากเกินไปประกายไฟก็จะเกิดขึ้นน้อย หรืออาจเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ ผลจะทำให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก จนถึงเครื่องเดิน ไม่เรียบ แต่ถ้าชิดเกินไปประกายไฟก็จะเกิดในช่วงระยะสั้นเกินไป ทางที่ดีแล้วควรจะตั้งให้ได้ตามที่กำหนดเอาไว้ หัวเทียนที่ขายตามท้องตลาดบ้าน เรามีขายกันหลายชนิดมากมาย เช่น ของแชมเปี้ยน, NGK, บ๊อช, ล็อช์จ, เอซี เดอโก, มาเร็ลลี่ มาแชล เป็นต้น และยังมีแบ่งเป็นหัวเทียนร้อนหัวเทียนเย็นกันอีก
          เมื่อทำการถอดหัวเทียนทุกครั้ง ควรจะทำความสะอาด กระเบื้องหัวเทียนทั้งภายนอกและภายใน เพราะถ้ากระเบื้องหัวเทียนภายในสกปรกแล้ว อาจจะทำให้เกิดการจุดระเบิดก่อนได้ เนื่องจากเขม่าที่จับบริเวณนี้ร้อนแดงจนสามารถจุดระเบิดแทนประกายไฟที่หัวเทียนได้ ขั้นตอนการทำความสะอาด และตั้งหัวเทียนดูได้จากรูปที่ 6 การทำความสะอาดหัวเทียน ควรทำกันทุก 2 เดือน

     9. ทองขาว และคอนเด็นเซอร์

          ปัญหาที่จุกจิกเกี่ยวกับระบบไฟนั้นมักเกิดขึ้นที่ทองขาว เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากทองขาวเป็นส่วนที่เกิดประกายไฟบ่อยที่สุด ดังนั้นการสึกหรอจึงเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดเช่นกัน ทองขาวที่เสียแล้วนั้นจะมีลักษณะเป็นแบบผิวหน้าขรุขระ เนื่องจากด้านหนึ่งหลอมตัวละลายไปติดเอาอีกด้านหนึ่ง
          การทำความสะอาดและตั้งทองขาวนั้น ทำได้ดังต่อไปนี้
-ถอดฝาครอบจานจ่ายออก
-ไขน็อตถอดทองขาวออกมาขัดใหม่ด้วยกระดาษทรายละเอียด
-ใส่ทองขาวเขาไปที่เดิม
-ตั้งระยะทองขาวใหม่ โดยดูจากคู่มือว่ารถของท่านต้องตั้ง
          ส่วนคอนเด็นเซอร์ ก็ควรทำการเปลี่ยนอย่างน้อยที่สุด ปีละหน เพราะคอนเด็นเซอร์มีโอกาสเสื่อมได้เช่นกัน ถ้ามันเสื่อมแล้วก็จะเก็บประจุได้น้อย ผลจะทำให้ไฟจุดระเบิดอ่อนลง

     10. ตั้งไฟ

          บางครั้งขับรถไปนาน ๆ เข้าก็รู้สึกว่ากำลังเครื่องอ่อนลง ทั้งๆ ที่ส่วนอื่น ๆ เช่น คลัชก็ยังดีอยู่ ปัญหานี้อาจเกิดจากการที่ไฟอาจจะอ่อนหรือแก่ไป เนื่องจากการจุดระเบิดก่อนนานไปหรือจุดช้าไป การแก้อย่างง่าย ๆ ก็คือ คลายน็อตยึดจานจ่ายออก (ซึ่งมักอยุ่ใต้ตัวจานจ่าย) ให้พอหมุนไปมาได้พอฝืด ๆ เล็กน้อย จากนั้นก็ลองบิดจานจ่ายไปทางซ้าย แลวบิดมาทางขวา (สำหรับผู้ที่ไม่มีเครื่องส่องที่พูลเลย์) ก็ให้เอาตำแหน่งที่คิดว่ารอบจัดที่สุด (โดยไม่ได้เหยียบคันเร่ง) แต่ถ้ามีไฟส่องก็ให้หมุน โดยให้เป็นไปตามสเปค ว่าต้องจุดก่อนถึงศูนย์ตายบนกี่องศา แล้วจึงตั้งไปตามนั้น

     11. การตั้งวาล์ว

          วาล์วเป็นตัวเปิดและปิด ให้ไอดีไอเสียเข้าออกภายใน กระบอกสูบ เมื่อรถที่ใช้ไปนาน ๆ อาจจะได้ยินเสียงวาล์วดังขึ้น เสียงนี้มาจากการตั้งวาล์วไม่ถูกต้อง วิธีแก้ก็คือตั้งวาล์วเสียใหม่ การตั้งนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่อง เช่น ถ้าเป็นโอเวอร์เฮดวาล์ว การตั้งวาล์วนั้นมักมี 2 อย่าง คือ ตั้งเมื่อเครื่องร้อน หรือเมื่อเครื่องเย็น โดยมากมักทำกันตอนเครื่องเย็น ระยะว่ากี่ฟิลเตอร์ก็ให้ดูจากคู่มือการใช้รถคันนั้น ๆ
          ส่วนเครื่องที่ใช้แบบโอเวอร์เฮดแคม มักใช้เป็นแบบแผ่นชิม (shim) หรือใช้กุญแจ 6 เหลี่ยมไขเลี่อนตั้งระยะ ถ้าเป็นแบบกุญแจ 6 เหลี่ยม ที่ลิฟเตอร์จะมีรูให้กุญแจ 6 เหลี่ยมสอดเข้าแล้วไขตั้งระยะ แต่ถ้าใช้แบบแผ่นชิมก็อาจใช้แบบเปลี่ยนแผ่นชิมเลย (สำหรับมือใหม่ขอแนะให้ไปให้ทางอู่ตั้งก่อนดีกว่า แล้วคอยสังเกตวิธีทำดูว่าเขาทำอย่างไรกันบ้าง)

     12. คาร์บิวเรเตอร์

          บางครั้งเครื่องยนต์อาจเดินสะดุดนิดหน่อย และปัญหานี้ อาจเกิดขึ้นที่คาร์บิวเรเตอร์ สาเหตุก็อาจเกิดจากน้ำมันสกปรกและไปอุดตันที่นมหนูบริเวณหนึ่ง ๆ เข้า จงทำให้น้ำมันเดินไม่สะดวก การแก้ก็คือถอดคาร์บิวออกมาล้างกันเสียใหม่ หรืออาจใช้น้ำมันทำความสะอาดฉีดลงไปที่คาร์บิวก็ได้ แต่ที่ได้จะสู้แบบแรกไม่ได้ การถอดล้างคาร์บิวเรเตอร์ก็ควรที่มีลมเป่า เช่น ตามปั๊มน้ำมัน เป็นต้น ข้อควรระวังอย่างหนึ่งเวลาล้างคาร์บิวเรเตอร์ก็คือ อย่าใส่นมหนูผิดเบอร์ หรือสับนมหนูคนละตัวกัน การทำความสะอาดควรทำเมื่อมีอาการผิดปกติที่เครื่อง เช่น เดินสะดุเล็กน้อย หรือเมื่อเห็นว่าสกปรกมากแล้ว

     13. ไส้กรองน้ำมันเบนซิน

          ในรถทุกคันจะมีไส้กรองน้ำมันเบนซินหรือไส้กรองน้ำมันดีเซลเสมอ น้ำมันที่สกปรกอาจทำให้ที่อื่นอุดตัน หรือมันเดินไม่สะดวกได้ ดังนั้นไส้กรองควรทำการเปลี่ยนทุก ๆ 2 หมื่น กม. ไส้กรองน้ำมันเบนซินมักอยู่ช่องต่อระหว่างปั๊มน้ำมันกับคาร์บิวเรเตอร์ หรือถังน้ำมันกับคาร์บิวเรเตอร์

     14. ยางรถยนต์และการสลับยาง

          ยางจะเป็นตัวส่งผ่านกำลังจากตัวรถไปยังพื้นถนน กำลังจะผ่านได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพของยาง สาเหตุส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับยางมักเกิดจากการสูบลมยางอ่อนหรือแข็งไป ระบบกันกระเทือนไม่ดี และมุมซึ่งเกี่ยวข้องกับล้อ (เช่นแคมเบอร์ เป็นต้น) ไม่ถูกต้อง ลักษณะของยางที่สึกหรอ และสาเหตุที่เกิดนั้น บางอย่างก็ไม่อาจแก้ไขได้ แต่บางอย่างก็แก้ไขได้ ดังนั้น ก็ขอให้สังเกตยางรถของท่านบ้างว่าเข้ากับแบบไหน ปกติในรถจะมียางสำรองไว้เสมอ และเพื่อต้องการให้ยางทุกเส้นสึกอย่างสม่ำเสมอ จึงจำเป็นต้องมีการสับยาง ซึ่งควรทำทุก ๆ 4 เดือน

     15. การตั้งศูนย์ล้อถ่วงล้อ

          สัาหรับรถใหม่ ๆ ไม่ค่อยมีปัญหามากนัก แต่ถ้าสมมติ ว่ารถของท่านมีอาการดังต่อไปนี้
-วิ่งสัก 40 กม. ต่อ ช.ม. ขยับพวงมาลัยไปมาแล้วปล่อย ถ้ารถวิ่งไปกินซ้ายหรือขวา แสดงว่า โท-อิน หรือ โท-เอาท์ไม่ดี ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควรนำรถของท่านไปยังสถานบริการตั้งศูนย์ล้อถ่วงล้อเสีย นอกจากนี้กรณีของการถ่วงล้อนั้นควรทำทุก ๆ ครั้งที่เปลี่ยนยาง หรือใช้มานานแล้ว

     16. เบรกและน้ำมันเบรค

          หัวใจของความเป็นความตายก็คือเบรค เจ้าของรถควรดูน้ำมันเบรคว่าขาดไปหรือไม่ โดยดูที่ถังเก็บน้ำมันเบรค ถ้าขาดไปก็ควรเติมเสีย แต่อย่าให้เต็มนัก เพราะถ้าเต็มเกินไปอาจหกมาข้างนอกได้ ซึ่งจะกัดตัวกังรถให้ผุเร็วขึ้น น้ำมันเบรคในท้องตลาดมีขายหลายยี่ห้อ เช่น เกอริ่ง คาสตอล ล๊อกฮีด เป็นต้น ซึ่งนับว่าใช้ได้ทั้งนั้น ข้อควรระวังอย่างยิ่งก็คือ อย่าให้น้ำมันเบรคหมดจนแห้ง เพราะจะทำให้เบรคจับตาย ผลจะทำให้ผ้าเบรคร้อนจัดและสึกอย่างรวดเร็ว
          ส่วนผ้าเบรคนั้น ควรจะสังเกตดูทุก ๆ เดือน โดยถอดล้อออกมาดู หรืออาจจะสังเกตการเบรคของรถก็ได้ โดยดูจากตอนที่เปลี่ยนผ้าเบรคใหม่แล้ว เบรคจะหยุดได้ดี แต่ถ้าใช้ไปนาน ๆ เบรคจะหยุดสู้ตอนผ้าเบรคใหม่ ๆ ไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรจะถอดล้อดูได้ ถ้าผ้าเบรคสึกมากก็ควรเปลี่ยน โดยมากรถทั่วไปมักไม่ใช้ดีสเบรคหมดทั้ง 4 ล้อ 2 ล้อหน้ามักจะเป็นดีสเบรค ส่วน 2 ล้อหลังมักเป็นดรัมเบรค การสึกของเบรคล้อหน้ามักสึกได้เร็วกว่าเช่นกัน)
          เมื่อท่านรู้ว่าผ้าเบรคหมดแล้ว จะนำไปอัดผ้าเบรคใหม่ ก็หาร้านที่รับอัดผ้าเบรคใหม่ ผ้าเบรคที่ใช้โดยมากมักเป็นอย่างอ่อนหรือแข็ง ถ้าเป็นอย่างอ่อน จะเบรคหยุดได้ดี แต่การสึกหรอจะเร็วกว่าแบบแข็ง ซึ่งหยุดสู้แบบอ่อนไม่ได้ ฉะนั้นทางที่ดีควรบอกทางร้านว่าจะอัดผ้าเบรคแบบอ่อน

     17. คลัช และการตั้ง

          คลัชจะเป็นตัวส่งผ่านกำลังอย่างหนึ่งจากเครื่องยนต์ไปยังเกียร์ เมื่อเราจะเปลี่ยนเกียร์หรือจะออกรถ คลัชจะเป็นตัวทำให้เกียร์เข้าหรือปลดได้ง่าย ปกติแล้วตัวที่จะสึกหรอบ่อยที่สุดก็เป็นตัวแผ่นคลัชนี่แหละ อาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อแผ่นคลัชสึกก็คือ ส่งกำลังได้ไม่เต็มที่ อย่างที่เขาเรียกกันว่าคลัชลื่น เมื่อเกิดอาการนี้แล้วทางที่ดีที่สุดก็คือ ไปอู่เพื่อทำการเปลี่ยนผ้าคลัชเสียใหม่
          สาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้คลัชสึกเร็วก็คือ เวลาขับมักจะ เลี้ยงคลัช ฉะนั้นก็ลองสังเกตตัวเองว่า เวลาขับรถเลี่ยงคลัชบ่อยหรือเปล่า หรือขาซ้ายจะต้องแตะที่คลัชเสมอไม่ว่าเกียร์อะไรก็ตาม ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรหัดขับเสียใหม่ ผู้ที่ขับรถไม่ชำนาญ มักจะเหยียบคลัชไปพร้อมกับเหยียบเบรค ก็ควรแก้เป็นเหยียบเบรคไปก่อนจนรถเกือบหยุดแล้วจึงค่อยเหยียบคลัช เพราะถ้าเหยียบไปพร้อมกัน จะทำให้การเบรคไม่ได้ผลเต็มที่
          คลัชที่ใช้ในปัจจุบันนี้นิยมใช้ 2 ชนิด คือ แบบใช้สายต่อจากคันเหยียบไปยังหัวหมู อีกอย่างก็คือใช้ของเหลวในรถ บางคันก็เป็นคันต่อไปยังคลัชก็ได้ โดยทั่วไปแล้วสายคลัชมักจะตั้งกันที่บริเวณช่วงบนของสายที่ต่อจากผนังหน้ารถ โดยการดึงสายขยับออกมา แล้วเลื่อนกลัดเหล็กทีละอัน (ส่วนคลัชแบบใช้น้ำมันมักตั้งกันที่บริเวณลูกปั๊มตัวล่าง ซึ่งอาจเป็นแบบหมุนเกลียวหรืออื่น ๆ กรุณาดูจากคู่มือการซ่อมรถของรุ่นนั้น ๆ ประกอบไปด้วย

     18. อัดจารบี

          ในระบบส่งกำลังต่าง ๆ หรือระบบพวงมาลัย และอื่นๆมักจะมีบริเวณที่ต้องการจะอัดจารบี ถ้าไปอัดตามปั๊มก็มักเรียกกันว่า อัดฉีด ซึ่งประกอบด้วยล้างรถด้วยน้ำจนสะอาด จากนั้นจึงมาอัดจารบีตามจุดต่าง ๆ ของรถ ในรถโดยมากมักจะมีหัวอัดอยู่แล้ว เพียงแต่หากระบอกอัดจารบีเท่านั้น ถ้าไม่ต้องการที่จะมุดใต้ท้องรถบ่อยนักก็นำรถไปอัดจารบี ตามปั๊มก็ได้ แต่ถ้าจะอัดเองละก็ จะต้องอัดประมาณ 6-7 จุด
          ระบบพวงมาลัยและกันกระเทือน 2 ล้อหน้า จะมีจุดหัวอัดประมาณ 4 จุด (ข้างละ 2) บริเวณลูกหมาก เพลากลางชนิดมีปลอกมักมีหัวอัดบริเวณตรงกลางเพลา ซึ่งมักจะเป็นแบริ่งอีก 1 จุด ส่วนเพลาท้ายบางคันก็มีอีก 2 จุด ในรถแต่ละคันจะมีจุดอัดจารบีแตกต่างกันไป บางคัน บริเวณเพลาหลังก็ไม่มีเลย และช่วงหน้าก็อาจมีแค่  2 แห่ง วิธีการดูว่ามีจุดอัดกี่แห่งในรถแต่ละคันนั้น มีทางเดียวคือ หาหัวอัดจารบี หรือดูจากคู่มือรถแต่ละคันไป การอัดจารบีนั้นควรทำทุก 3 เดือน

     19. จุดยกแม่แรง

          ในโครงสร้างของรถยนต์ทุก ๆ คัน จะมีจุดที่แข็งแรง และอ่อนแอตานบริเวณที่ต่าง ๆ จุดที่จะยกแม่แรงนั้น จึงควรเป็นจุดที่แข็งแรง เนื่องจากช่วงล่างของรถแต่ละคันนั้นมีลักษณะแตกต่างกันไป จุดยกแม่แรงก็แตกต่างไปด้วย

     20. อื่น ๆ

          ที่เหลือนอกจากที่กล่าวมา 19 ข้อข้างบน ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาตัวถังรถ และทำความสะอาดภายในรถ การกันสนิมใต้ท้องก็อาจทำได้โดยนำรถไปพ่นฟลิ๊นท์โค๊ท (รถรุ่นใหม่ ๆ ส่วนมากมักพ่นกันให้ตั้งแต่ออกจากโรงงานแล้ว) แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้พ่นมาให้ก็นำไปพ่นได้ตามปั๊มทั่วๆ ไป ที่มีป้ายบอกรับพ่นใต้ท้อง
          การหล่อลื่นตามบริเวณต่าง ๆ ก็จำเป็นอยู่บ้าง เช่น บริเวณตามประตู หรือตามข้อต่อต่าง ๆ ที่เครื่องในรถบางรุ่น จำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องที่เพลาท้าย ก็ควรจะคอยเช็คดูด้วยเป็นบางครั้งบางคราว น้ำมันเกียร์ก็ควรเช็คเช่นกัน โดยคลายน็อตข้าง ๆ กระปุกฟันเฟืองเกียร์ แล้วเอานิ้วแหย่ดูน้ำมันเกียร์ควรจะเติมให้จนถึงขอบล่างของรูน็อตเลย น้ำมันเกียร์ที่ใช้ขอให้เปิดดูจากคู่มือรถว่าควรใช้น้ำมันเกียร์ยี่ห้อไหน และเบอร์อะไร โดยมากแล้วน้ำมันเกียร์จะระเหยได้ช้า เนื่องจากอุณหภูมิไม่สูงมาก จึงควรเช็คอย่างน้อยที่สุดก็ปีละครั้ง (ถ้าประเก็นถ่ายน้ำมันเกียร์ไม่รั่ว)

<<=== ขอขอบคุณที่มา : http://www.auto2drive.com ===>>

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

 
page contents