วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

เกี่ยวกับ-รถมือสอง

รถมือสอง 

รถมือสอง

          รถมือสอง Used Car จอดรอคุณครอบครองมากมาย มาเรียนรู้เกี่ยวกับ"รถมือสอง"กันก่อนดีกว่ามั๊ย? คุณจะได้ครองครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ แบบมืออาชีพ โปรดใจเย็น อย่ารีบร้อน รถมือสองไม่หนีคุณไปไหนแน่ ไม่ต้องเสียความรู้สึกกับค่าใช้จ่ายในภายหลัง เก็บสะสมความรู้เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

          ความรู้เกี่ยวกับ "รถมือสอง" อ่านก่อน เลือกซื้อรถมือสอง ไม่ต้องปวดหัวกับเล่ห์เหลี่ยมของผู้ขาย หลักการและเทคนิค ในการตรวจสอบคุณภาพรถมือสองก่อนซื้อมาใช้งาน ความรู้ทักษะที่ถูกต้อง ก่อนเริ่มใช้งานและการดูแลบำรุงรักษารถมือสองของท่านต่อไป แนวทางเลือกซื้อรถมือสอง เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

           รถมือสอง Used Car คือ รถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว ที่มาของรถมือสองมีหลายช่องทาง รถมือสอง "รถบ้าน" เจ้าของเดิมประกาศขายตรงรถของตนเอง รถมือสอง "รถเต๊นท์" เจ้าของเต๊นท์นำรถมือสองมาซ่อมแซมบำรุงให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน รถมือสอง "import" รถมือสองนำเข้าจากต่างประเทศ รถมือสอง จากการประมูลของ หน่วยงานราชการ วิสาหกิจ บริษัทเอกชน ต่างๆ

          รถมือสอง Used Car เป็นธุรกิจหนึ่งที่มีอยู่ทั่วโลก การซื้อรถยนต์ไม่จำเป็นต้องซื้อรถใหม่ป้ายแดงเสมอไป ขึ้นอยู่กับสภาพฐานะทางเศรษฐกิจ หรือเงินในกระเป๋าของแต่ละบุคคลนั่นเอง รถมือสองมีหลายเกรดหลายราคา รถมือสองราคาแพงกว่ารถใหม่ป้ายแดงก็มีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป

          การจะครอบครอง รถมือสอง Used Car สักคัน ก็น่าจะมีหลักประกอบในการตัดสินใจ การดูรถมือสอง การตรวจสอบรถมือสอง การเลือกรถมือสอง การทดลองขับรถมือสอง หลังจากตัดสินใจซื้อรถมือสองแล้ว สิ่งที่ควรจะเริ่มต้นกับรถมือสอง ระบบของเหลวในรถมือสอง อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับสภาพรถมือสองที่เราได้มาและการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ของเราต่อไป

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง-มหาอุทกภัย๕๔

 รถมือสอง-น้ำท่วม

รถมือสอง

          รถมือสอง จำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบชะตากรรมจอดแช่น้ำอยู่หลายเดือน พ่อค้ารถมือสองตัวแสบบางคน ซื้อรถยนต์ถูกน้ำท่วมราคาถูก มาโมดิฟลายใหม่ ขายต่อโดยปกปิดข้อเท็จจริง เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ผ่านไปกว่า๑ปี แต่...รถยนต์ที่แช่น้ำในเหตุการณ์นั้น ยังคงวงเวียนอยู่ในตลาดรถมือสองมิใช่น้อย ผู้ที่กำลังจะซื้อรถมือสอง ต้องหาวิธีดูรถมือสองที่ถูกน้ำท่วมเพื่อประโยชน์ของท่านเอง ซึ่งมีวิธีง่ายๆ ดังนี้

          • เปิดดูใต้พรมพื้นรถว่ามีรอยคราบขี้โคลนหรือไม่
          • ตรวจสอบหัวน๊อตยึดเบาะว่ามีร่องรอยถูกถอดหรือไม่ เพราะถ้าจะทำความสะอาดหรือทำให้พรมแห้ง ต้องถอดเบาะออก
          • ตรวจสอบระบบไฟส่องสว่าง รวมทั้งหลอดไฟและโคมไฟ ซึ่งอาจมีคราบน้ำอยู่ภายในบริเวณเลนส์หรือจานฉาย
          • ให้ความสนใจเป็นพิเศษในจุดที่ ‘ยากต่อการทำความสะอาด’ เช่น ผนังห้องเครื่อง อาจมีคราบน้ำโคลนหรือเศษทรายติดอยู่
          • สำรวจหาโคลนหรือฝุ่นทรายในที่เท้าแขน หรือตามซอกแผงหน้าปัด หรือในซอกเล็กซอกน้อยที่ทำความสะอาดได้ยาก ในจุดอับที่น้ำระเหยได้ช้า อาจเห็นคราบน้ำติดอยู่
          • สังเกตหัวน๊อตยึดต่างๆ ว่าไม่ได้ผ่านการทำสีใหม่ ไม่มีรอยถลอกหรือรอยเยินจากการถอด-ใส่ ที่สำคัญต้องไม่มีคราบสนิมเกาะ
          • ตรวจสอบจุกพลาสติกสำหรับระบายน้ำ บริเวณด้านล่างของบานประตู ถ้าพบว่ามีร่องรอยการถอด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า...รถคันนี้อาจถูกน้ำท่วมมาแล้ว และถ้าไม่เกรงใจพนักงานขาย ก็ให้ถอดแผงประตูออก ถ้าเป็นรถที่ถูกน้ำท่วมมาจริงๆ ก็จะเห็นร่องรอยได้ชัดขึ้น

<<==== ขอขอบคุณ ที่มาของความรู้ >>> www.thaidriver.com ====>>

          มี
รถมือสองที่ถูกน้ำท่วมจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปลายปี54 ที่ยังคงวงเวียนอยู่ในตลาดรถมือสอง เพื่อความไม่ประมาท การดูรถมือสอง การเลือกรถมือสอง การตรวจสอบรถมือสอง ต้องไม่ลืมคำนึงการตรวจสอบรถมือสองที่เคยถูกน้ำท่วมด้วยครับ

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง เกรดดี

เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ 

รถมือสอง

          การหาซื้อรถมือสอง แหล่งที่อยู่ของรถมือสอง มีหลายช่องทาง ช่องทางที่ใหญ่ที่สุด คือ เต็นท์รถมือสอง เต็นท์รถมือสองมีอยู่มากมายกลาดเกลื่อนประเทศไทย คุณภาพย่อมแตกต่างกันไปด้วย จะวัดกันด้วยอะไรดี? รถมือสองราคาถูก คุณภาพรถมือสอง รับประกันหลังการขาย ความน่าเชื่อถือ การให้บริการ ความซื่อสัตย์ ความตรงไป-ตรงมา มันมีหลายลักษณะครับ

          วันนี้ ผมขอแนะนำ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ
ได้รับรางวัด ยอดจัด อันดับที่1 (5 ปีซ้อน)
จากสถาบันต่างๆ
รับประกันหลังการขาย
1 ปี หรือ 25,000 Km.

รับประกันคืนเงิน 100%
ถ้ารถ ชนหนัก ตัดต่อ
หรือ รถจากน้ำท่วม
นั่นหมายถึง รถมือสองเกรดดี มีคุณภาพ องค์ประกอบอื่น ไฟแนนซ์ ประกัน ครบวงจร ครับ

วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง กับ 10 วิธีง่ายๆ

 10 วิธีง่ายๆ ดูรถมือสอง

 
รถมือสอง
          ก่อนที่จะตัดสินใจครอบครองรถมือสอง ก่อนอื่นถามตัวเองว่า..."คุณพร้อมแล้วหรือยัง?" การดูรถมือสอง การเลือกรถมือสอง การตรวจสอบรถมือสอง  มีหลายตำรา หลายทฤษฐี ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์สำหรับ "มือใหม่" ที่คิดจะครอบครอง รถมือสอง บทความนี้เป็นอีกหนึ่งความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรถมือสองที่น่าสนใจครับ

          10 วิธีง่ายๆ ดูรถมือสองก่อนจะซื้อ

          1. ส่วนภายในด้านหน้าและระบบไฟฟ้า เมื่อเราได้ลองนั่งที่นั่งคนขับ ทุกส่วนที่อยู่ในแผง Console เราต้องตรวจสอบว่าทุกอย่างสามารถทำงานได้ดีหรือไม่
          2. ส่วนภายในด้านหลังและระบบการทำงาน ส่วนใหญ่บริเวณนี้ก็คงต้องตรวจสอบสภาพเบาะภายใน อุปกรณ์ที่มีอยู่ด้านหลัง
          3. ตรวจสอบตัวถังรถ สำหรับบางท่านที่ไม่คุ้นเคยอาจจะยากสักหน่อย แต่เคล็ดลับง่าย ๆ หาเพื่อนที่ใช้รถรุ่นที่เราหมายตาไว้ ให้ช่วยดูให้ ด้วยความคุ้นเคยเพื่อนจะสามารถบอกเราได้ถึงร่องรอยที่ผิดปกติ แต่ถ้าหาคนรู้จักไม่ได้ ก็คงต้องอาศัยผู้ขายที่มีมาตรฐานไว้ใจได้เท่านั้น
          4. เปิดฝากระโปรงหน้า คราวนี้ดูจะยากขึ้นไปอีกขั้น แต่เบื้องต้นดูง่าย ๆ ว่ามีคราบน้ำมันรั่วซึมอยู่หรือไม่ ที่ชี้ให้คุณรู้ว่าคุณกำลังซื้อรถมาขับ หรือซื้อมาซ่อม ถ้าจะให้ดีหาคนที่มีความรู้ไปช่วยจะดีกว่ามาก
          5. ยกรถขึ้น ขั้นตอนนี้ต้องใช้เครื่องมือเข้าช่วย แต่ถึงอย่างไรก็สำคัญมากที่สุด ต้องตรวจดูทุกจุดที่อยู่ใต้ท้อง เพราะนั่นหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของคุณทีเดียว
          6. เดินเครื่องยนต์ สำรวจฟังเสียงรบกวน ลองหมุนพวงมาลัยดูราบลื่นดีหรือไม่ ฟังเสียงที่เกิดขึ้น ช่วงนี้ตรวจสอบระบบเกียร์ดูว่าผิดปกติหรือไม่ เพราะเป็นระบบที่เสียค่าใช้จ่ายสูงมากหากเกิดเสียขึ้นมา
          7. กระโปรงหลัง ท้ายรถ ตรวจการทำงาน ดูอุปกรณ์ประจำรถ จุดนี้สามารถดูได้ว่ารถเคยถูกชนหลังหรือไม่ และอุปกรณ์ทำงานได้อย่างดีหรือเปล่า
          8. ทดสอบขับ คงเป็นไปได้ยากถ้าคุณจะต้องตัดสินใจซื้อรถโดยไม่ทำการทดสอบเสียก่อน การขับทดสอบก็เพื่อดูระบบเกียร์ ระดับเสียงรบกวน ระบบเบรก ล้อและช่วงล่าง รวมทั้งการทำงานของหน้าปัดบอกความเร็วและระยะทาง
          9. หลังลองขับ แล้วกลับมาดูใต้ท้องใหม่อีกครั้ง ว่ามีรอยรั่วซึม หรือชำรุดที่ใต้ท้องหรือไม่
        10. ขาดไม่ได้เลย   คือ เอกสาร คู่มือผู้ใช้ สมุดทะเบียน การตรวจสอบประวัติบริการ กุญแจ รีโมท

          10 วิธีที่นี้เป็นเพียงการตรวจเช็คง่ายและคร่าวๆ ในการตรวจสอบรถมือสองเท่านั้น แต่ถ้าผู้อ่านต้องการจะซื้อจริงๆ ผมแนะนำให้หาช่างใกล้ๆ บ้านไปด้วยแล้ว เอา 10 ขั้นตอนนี้ไปทำเป็น Checklist เพื่อกันลืมนะครับ

<<====ขอขอบคุณที่มา: http://auto.sanook.com====>>

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง กับ 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนในการเลือกซื้อรถมือสอง

 
รถมือสอง

          รถมือสองนั้นมีสารพัดรูปแบบ ดังนั้นขั้นตอนในการดูรถมือสอง การเลือกรถมือสอง การตรวจสอบรถมือสอง ก็มีหลากหลายทฤษฐีเช่นเดียวกัน การตัดสินใจที่จะครอบครอบรถมือสองสักคัน อันดับแรกผมขอแนะนำให้ใจเย็นๆ  รถมือสองไม่เหมือนรถใหม่ป้ายแดง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด ให้เราได้ครอบครองรถมือสองคุณภาพดี เหมาะสมกับราคาและเรานำไปใช้งานได้อย่างสบายใจ บทความนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลือกซื้อรถมือสองครับ

          1. ขอดูคู่มือการรับบริการ และเอกสารติดรถจะเป็นโชคดีของเราอย่างมาก หากเจ้าของรถมือสอง เก็บเอกสารดังกล่าวไว้ เพราะว่าเอกสารพวกนี้ ช่างเครื่องยนต์ที่มีประสบการณ์ หรือคนที่มีความคุ้นเคยกับการซ่อมเครื่องยนต์ สามารถบอกรายละเอียดของรถได้อย่างมากมาย เจ้าของรถมือสองที่มีการเก็บเอกสารไว้ ส่วนมากจะเป็นคนที่มีการดูแลรักษารถและนำรถเข้าศูนย์บริการเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมดูที่เอกสารเหล่านั้นว่าเป็นของรถมือสองคันนั้นหรือไม่

          2. เช็คการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ แน่นอน นอกจากการเช็กสภาพของตัวรถมือสองแล้วคุณสามารถเช็คการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ดังกล่าวควบคู่ไปกับการเช็คเลขไมล์ที่วิ่งในการตรวจสอบสภาพรถมือสองได้ โดยการเช็คว่าถ้าเลขไมล์ที่วิ่งน้อย แต่อุปกรณ์ต่างๆ เสื่อมสภาพไปมากแล้วอันนี้จะแสดงถึงความผิดปรกติของรถมือสอง แต่ในทางกลับกันถ้าเลขไมล์ที่วิ่งสูงแต่อุปกรณ์อื่นๆ ยังอยู่ในสภาพดี รถมือสองคันนั้นก็ดู น่าสนใจ

          3. สอบถามเกี่ยวกับ สถานที่ ( ภูมิภาค ) และสภาวะแวดล้อมในการขับขี่ของเจ้าของเดิม

          4. เช็คอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวรถมือสอง การตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เริ่มต้นจากการเช็ค ไฟบอกสัญญาณต่างๆ , เช็คแตร , เช็คอุปกรณ์ทำความสะอาดกระจกรถ , เช็คสภาพยางรถยนต์ ฯลฯ

          ขั้นตอนในการประเมินสภาพรถมือสองที่ต้องการจะซื้อ การจะประเมินสภาพรถ สำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านรถยนต์ ควรจะหาช่างผู้ชำนาญมาช่วยตรวจสอบ เพื่อที่จะได้ของที่มีคุณภาพไม่โดนหลอก ส่วนเรื่องการประเมินนั้น เราควรจะประเมินว่า รถมือสองคันดังกล่าวเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรง หรือภัยทางธรรมชาติหรือเปล่า
          - มีการทำสีมาหรือเปล่า
          - รถมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์การครอบครองหรือเปล่า / เปลี่ยนมาแล้วกี่ครั้ง
          - รถมีการปรับเลขไมล์หรือเปล่า และ เคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรงมาก่อนหรือไม่

          การเช็คเลขไมล์
          การเช็คว่าเลขไมล์ถูกปรับแต่งหรือไม่นั้น ขั้นแรกทำได้โดยการสอบถามถึงอัตราของการใช้รถโดยเฉลี่ยต่อปี
แต่ว่าถ้าไม่ใช่รถใหม่ที่ซื้อมาจากตัวแทนจำหน่าย ข้อมูลที่ได้มาก็จะไม่สามารถใช้ในการพิจารณาได้ขั้นต่อไปให้มองหาความแตกต่างระหว่างตัวเลขในเอกสารกับเลขไมล์จริงที่รถ ส่วนมากในเอกสารที่ได้มาจากการเข้าศูนย์บริการต่างๆ จะมีเลขไมล์บอกกำกับอยู่ด้วย ดังนั้นวิธีการเช็คอย่างง่ายก็คือ การเปรียบเทียบระหว่างเลขไมล์ในเอกสาร และวันที่เข้ารับ การบริการกับเลขไมล์จริงที่รถมือสอง  แค่นี้คุณก็สามารถบอกได้ว่าตัวเลขเหล่านี้มีการปรับแต่งหรือไม่

          การทดลองขับและข้อควรสังเกตุ
          การทดสอบขับรถมือสองบนถนนที่มีสภาพถนนต่างๆ หลายๆ แบบจะยิ่งช่วยให้การตรวจสอบนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น โครงสร้างภายในของรถมือสอง เหมาะสมกับตัวคุณหรือไม่ การควบคุมรถมือสองบนท้องถนน และรวมถึงเสียงต่างๆ ทดลองปรับพนักที่นั่งในตัวรถมือสองว่า เหมาะสมกับตัวคุณหรือไม่ ตรวจสอบประสิทธิภาพของเข็มขัดนิรภัยว่ายังใช้งานได้ เช็คสภาพการมองเห็นของกระจกหน้ารถมือสอง กระจกมองข้าง และกระจกมองหลัง ว่าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนหรือไม่

          จากนั้นให้ ลองสตาร์ทเครื่อง แล้วฟังดูว่ามีเสียงเครื่องกระตุกหรือไม่ เช็คระบบการขับเคลื่อนและการเปลี่ยนเกียร์ ทดสอบระบบเบรก ทำได้โดยการหาช่วงถนนที่ไม่ค่อยมีรถขับไปมา แล้วทำการเบรกจากระดับความเร็วที่ 50 กม./ชม. และถ้าเบรกแล้วมีอาการ สั่นที่คันเบรก ให้เช็คดูว่ารถมือสองคันนั้นมีระบบ ABS หรือเปล่า เพราะว่าเป็นอาการปกติของรถที่มีระบบนี้

          สุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสุดการทดลองขับจริง ให้เช็คระบบควบคุมและ ระบบไฟฟ้าภายในรถว่ายังใช้งานได้ตามปกติหรือไม่  เช่น ทดสอบชุดเครื่องเสียงและลำโพง โดยการเพิ่มและลดระดับเสียง ทดสอบการใช้งานของปุ่มควบคุมต่างๆบนรถ โดยอาจจะสอบถามลักษณะการใช้งานจากเจ้าของรถมือสอง ทดสอบ การทำงานของระบบเซ็นทรัล ล็อก และการเปิด-ปิดของประตู เช็คดูว่าเอกสารอยู่ครบหรือไม่ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดมากับตัวรถอยู่ในสภาพที่ยัง ใช้งานได้

<<==== (จาก http://www.matichon.co.th 31 กรกฎาคม 2555) ====>>

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

การดูแล รถมือสอง

การดูแลบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตนเอง

    
รถมือสอง
    รถมือสองหรือรถยนต์ทั่วๆ ไป คือ ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่ระหว่างใช้งาน จำเป็นต้องดูแลบำรุงรักษาไปด้วย เพราะอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ มีกำหนดหมดอายุการใช้งาน เพื่อความปลอดภัยของคนที่คุณรักและตัวคุณเอง โปรดสละเวลาอ่านบทความนี้ อย่า ขับ อย่าง เดียว

          ก่อนการใช้งานรถุมือสอง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม ยานพาหนะก็ดี เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็ดี ปกติจะมีคู่มือการใช้งาน(Manual) ข้อเสียของผู้บริโภค คือ ไม่ยอมอ่านคู่มือการใช้งาน(Manual) ทำให้การใช้งานผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ และที่สำคัญขาดการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้องถูกวิธี

          ผมเคยออกรถยนต์ป้ายแดงมาคันหนึ่ง ก่อนที่ผมจะเริ่มใช้งานจริง ผมจะยอมเสียเวลา นั่งอ่านหนังสือคู่มือ(Manual) ก่อน ส่วนใหญ่หนังสือคู่มือ(Manual)จะอยู่ประจำรถในลิ้นชักใต้คอนโซลหน้าด้านซ้าย แปลก...แต่จริง รถมือสองส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่า หนังสือคู่มือ(Manual)ประจำรถเล่มนี้ หายไปไหน? ดังนั้น อันดับแรก ท่านต้องพยายามสืบเสาะ หาหนังสือคู่มือ(Manual)ประจำรถ ซึ่งคงไม่เกินความสามารถ ปัจจุบัน ชมรม หรือ คลับรถยนต์ รุ่นต่างๆ อยู่เต็มไปหมดในอินเตอร์เน็ต ท่านสามารถขอถ่ายเอกสารแบ่งปันกันได้

อย่างไรก็ตาม การดูแลบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตนเอง ยังมีแนวทาง ทั่วๆ ไป
วันนี้ ผมขอนำเสนอบทความที่มีคุณค่า ในการการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ด้วยตนเอง
(((ขอขอบคุณที่มา : http://www.phithan-toyota.com))))

          รายการที่ควรตรวจเช็คได้ด้วยตนเอง

          1. น้ำหล่อเย็น ควรตรวจเช็คระดับน้ำหล่อเย็นให้อยู่ในระดับ Full อยู่เสมอโดยตรวจเช็คในขณะที่ดับเครื่องและเครื่องเย็น ถ้าระดับน้ำลดลงเป็นปริมาณมากก็อาจจะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพิจารณาหาสาเหตุหรือนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็คสาเหตุ (อย่าลืมเติมน้ำก่อนนำรถไป)

          2. ระดับน้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องอุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่อง เช็คระดับน้ำมันเครื่องโดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง
       - การตรวจเช็คที่ถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3 นาที
         เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน
       - ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็คน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า
       - เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม 
       - ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด
         ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง " F " กับ " L "  แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ
     ข้อควรระวัง
       - หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจ ทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
       - ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติม น้ำมันเครื่องลงไป

          3. ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ควรตรวจเช็คระดับน้ำกลั่น แบตเตอรี่ ให้อยู่ในตำแหน่ง UPPER/LEVELและไม่ควรเติมเกิน กว่าระดับ UPPER/LEVEL เพราะถ้าเติม มากเกินไป น้ำยาอิเลคโทรไลท์ซึ่งเป็นสารละลายกรด ซัลฟูริคจะเจือจางทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง นอกจากนี้ น้ำยาอิเลคโทรไลท์อาจจะกระเด็นออกทาง รูระบายไอ และไปกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆ ในห้องเครื่องยนต์ได้
     ข้อควรระวัง
       - ปิดฝาเติมน้ำกลั่นให้แน่น
       - ขั้วแบตเตอรี่ที่ขั้วบวกและลบขันแน่น
       - แบตเตอรี่ยึดแน่นกับฐานที่ตั้ง

          4. ระดับน้ำมันเบรก ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันเบรกมีคำว่า MAX และ MIN ระดับน้ำมันเบรกควร อยู่ที่ระดับ MAX อยู่เสมอ สาเหตุที่เป็นไปได้ ที่มีผลทำให้ปริมาณน้ำมันเบรกในกระปุกน้ำมันเบรก ลดลงต่ำลงมี 2 ข้อ คือ
   - มีการรั่วของน้ำมันเบรกออกจากระบบเบรก
   - การสึกหรอของผ้าเบรก ซึ่งระดับน้ำมันเบรกจะลดลงน้อย และช้ามาก ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเบรกถ้าพบว่าระดับน้ำมันเบรกในกระปุกน้ำมันเบรก ลดลงต่ำลงรวดเร็ว ควรนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจ เช็คสาเหตุ

          5. ระดับน้ำมันคลัทช์ ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันคลัทช์ จะมีคำว่า MAX กับ MIN ระดับน้ำมันคลัชท์  ควรอยู่ที่ระดับ MAX เสมอ ถ้าพบว่าระดับ น้ำมันคลัทช์ในกระปุกลดลงต่ำลง ควรนำรถเข้าศูนย์ บริการ เพื่อตรวจเช็คหาสาเหตุ

          6. ระดับน้ำมันเกียร์ AUTO ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ AUTO ออกเช็คน้ำมันเกียร์ ที่ติดก้านวัดด้วยผ้า แล้วเสียบก้านวัด น้ำมันเกียร์คืนกลับจุดเดิม ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจระดับน้ำมันเกียร์ที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมัน เกียร์อยู่ที่ขีด F พอดี แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ปกติ

          7. ระดับน้ำมัน POWER ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการหมุนฝาปิดกระปุกน้ำมันPOWER จะติด อยู่กับฝากระปุกน้ำมัน POWER ที่ก้าน วัดจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน ถ้าวัดตอนที่ เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ให้ดูด้าน COLD ถ้าวัดตอนเครื่อง ร้อนให้ดูด้าน HOT ถ้าเป็นรุ่นใหม่ให้ดูที่กระปุกน้ำมัน POWER จะเป็นพลาสติกใส ที่กระปุกจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน และมีขีดระดับ MAX กับ MIN อยู่ด้วยระดับน้ำมัน POWER ควรอยู่ระดับ MAX เสมอ ถ้าดูตอนเครื่องยนต์เย็นให้ดูด้าน COLD และถ้าดูตอน เครื่องยนต์ร้อนให้ดูด้าน HOT

          8. สภาพของสายพาน โดยวิธีการมองดูที่สายพานถ้าพบรอยแตกเกิดขึ้น ควรทำการเปลี่ยนแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะใช้รถได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ก็ควรตรวจดูความตึง ของสายพานด้วย โดยการใช้นิ้วกดลงบนสายพานตรงกลาง ระหว่างมู่เล่สองข้าง ถ้าสามารถกดลงได้เล็กน้อย ประมาณ 10 มม. ก็น่าจะพอใช้ได้ (ถ้าไม่แน่ใจควรให้ช่างตรวจสอบ เพราะการตรวจด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ตรวจต้องมีความชำนาญ พอสมควร)

          9. สภาพภายในห้องเครื่อง โดยวิธีการมองดูรอบๆภายในห้องเครื่อง ให้สังเกตดูว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ท่อยางหม้อน้ำมีคราบน้ำซึมหรือไม่ สายไฟภายใน ห้องเครื่องเรียบร้อยดีหรือไม่ มีหนูขึ้นมากัดหรือไม่ มีคราบ น้ำมันเครื่องรั่วซึมหรือไม่ เป็นต้น

         10. ระบบไฟส่องสว่าง และไฟสัญญาณต่างๆ เปิดไฟทั้งหมดดูว่าทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนไม่ติด หรือไม่ ถ้าพบว่ามีไฟหลอดไหนไม่ติดควรเปลี่ยน ให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อ ตรวจเช็ค

         11. ที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝนเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ก็อาจมีการเสื่อมสภาพ ซึ่งเนื่องมาจากสาเหตุเหล่านี้
  - ผิวสัมผัสส่วนปลายมีการสึกหรอ จากการทำงานปกติของ ใบปัด
  - มีสิ่งสกปรก และหินทรายละเอียดอยู่ระหว่างยางใบปัดกับกระจกทำให้ยางปัดน้ำฝนสึกหรอ
  - เมื่อใบปัดน้ำฝนผ่านการใช้งานนานๆ ยางใบปัดน้ำฝน จะแข็งตัว การยืดหยุ่นจะลดลง และความบกพร่องในการ ปัดจะเกิดขึ้น เนื่องจากหน้าสัมผัสระหว่างยางใบปัดกับ กระจกไม่ดี รวมทั้งอาจเกิดจากใบปัดน้ำฝนเกิดอาการ สั่นเต้น หรืออาการอื่นๆ ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนใหม่

         12. ยางรถยนต์ ควรเช็คแรงดันลมยางอยู่เสมอๆ โดยใช้ ความดันลมยางตามที่ผู้ผลิตกำหนด และควรเช็คขณะที่รถยังไม่ได้ใช้งาน(ยางยังไม่ร้อน) ถ้าลมยางอ่อนผิดปกติ ควรนำไปตรวจสอบว่า มีตะปูตำหรือไม่ ดูสภาพยางด้วยตาดูที่ผิวยางมีรอยแตกเล็กๆ หรือไม่ ดูการสึกหรอของดอกยาง กล่าวคือ ดอกยางสึกมากไปหรือยัง หรือมีการสึกหรอผิด ปกติเช่น ลึกเฉพาะตรงกลางหน้ายาง (เติมลมมากเกินไป) สึกเฉพาะขอบยางทั้ง 2 ข้าง (ลมยางอ่อนเกินไป)หรือสึก ด้านใดด้านหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งกรณีเหล่านี้ ควรปรึกษาช่าง เพราะ ควรจะมีการตรวจเช็คช่วงล่าง และศูนย์ล้อ
เอาเล็บมือกดดู ที่เนื้อยางว่า นิ่ม หรือ แข็ง ถ้ายางหมดสภาพ เนื้อยางจะกดไม่ลงจะแข็งมาก


          การบำรุงรักษารถด้วยตนเองที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ควรทำบ่อยแค่ไหน ?
          คำตอบ คือ ขึ้นอยู่กับรถยนต์ของท่านว่า ใหม่หรือเก่า มีสภาพเป็นอย่างไร ถ้าเป็นรถใหม่ๆ ทำอาทิตย์ละครั้งก็มากพอแล้ว แต่ถ้าเป็นรถเก่าสภาพไม่ดีนักก็อาจต้องทำทุกวัน

         คำแนะนำ
        ข้อควรระวังในการบำรุงรักษารถด้วยตัวของท่านเองถ้าท่านทำการบำรุงรักษารถด้วยตัวท่านเอง ก่อนอื่นต้อง แน่ใจว่า ได้ปฏิบัติตามข้อควรระวังที่ให้ไว้ในส่วนนี้ อย่างถูกต้องไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ คำแนะนำในส่วนนี้ใช้เฉพาะในการบำรุงรักษารถ เฉพาะส่วนที่บำรุงรักษาง่ายๆการทำงานใดๆ เกี่ยวกับรถยนต์ของท่าน ควรจะใช้ความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตาม คำแนะนำ หรือคำเตือนดังต่อไปนี้

          คำเตือน
    - ขณะเครื่องยนต์กำลังทำงาน ระวังอย่าให้มือ, เสื้อผ้าและ เครื่องมือต่างๆเข้าใกล้ใบพัด และสายพานขับเครื่องยนต์ (ควรถอดแหวน, นาฬิกา และเนคไท ออกก่อนทำการ ตรวจซ่อม)
    - หลังจากใช้รถให้ระวังอย่าสัมผัสกับเครื่องยนต์, หม้อน้ำและท่อไอเสีย เนื่องจากความร้อนของสิ่งเหล่านี้
    - อย่าสูบบุหรี่ ใกล้น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากไอน้ำมันเชื้อ - เพลิงจะไวไฟมาก
    - ให้ระมัดระวังอันตรายจากน้ำกรด และไอน้ำกรดจากแบตเตอรี่ เมื่อทำงานอยู่กับแบตเตอรี่
    - อย่าเข้าใต้ท้องรถโดยมีเพียงแม่แรงรองรับเท่านั้น ควรใช้ขาตั้งรองรับเสียก่อน
    - ใช้อุปกรณ์ป้องกันตาขณะทำงานในที่ที่อาจมีของตก มีการพ่นหรือละอองของเหลวกระเด็นออกมาไม่ว่าจะอยู่บนหรือใต้รถก็ตาม
   - ควรระมัดระวังเมื่อมีการเติมน้ำมันเบรก เนื่องจากน้ำมันเบรกเป็นอันตรายต่อตาของท่าน และทำลายสีรถได้ ถ้า น้ำมันเบรกกระเด็นเข้าตาหรือโดนสีรถให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดโดยทันที

           ข้อควรระวัง
     - จำไว้ว่าสายจากแบตเตอรี่และสายไฟจุดระเบิด มีกระแส หรือแรงดันไฟสูงมาก จะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดการลัดวงจร
     - ก่อนปิดกระโปรงหน้า ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่ลืมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ไว้
     - ถ้าท่านทำน้ำมันต่างๆ หกรดโดนชิ้นส่วนต่างๆ ให้รีบล้างออกโดยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันชิ้นส่วน หรือสีเสียหาย
     - อย่าเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติมากเกิน มิฉะนั้นระบบเกียร์อาจเสียหายได้
     - อย่าเติมน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์มากเกิน มิฉะนั้นระบบพวงมาลัยเพาเวอร์อาจจะเสียหายได้

===================================
เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง กับ เทคนิคเบื้องต้น

เทคนิคเบื้องต้นในการตรวจสอบรถมือสอง

 
รถมือสอง

          การเลือกซื้อรถมือสอง ตลาดรถมือสองเป็นอะไรที่ใหญ่โตมาก มีอะไรที่มากมายหลากหลายรูปแบบ สำหรับ"มือใหม่"ที่คิดจะครอบครองรถมือสอง ก่อนอื่นต้องใจเย็นๆ ท่องเอาไว้ ควรศึกษาพื้นฐานควาวรู้ทั่วไปเกี่ยวกับรถมือสอง เช่น 10 วิธีง่ายๆ ดูรถมือสอง  20 ขั้นตอนการตรวจสภาพรถมือสอง  22ขั้นตอนตรวจสอบด้วยตัวคุณเอง  ถ้าจะให้ดีไม่ควรไปดูรถมือสองคนเดียว ดีที่สุด มีผู้รอบรู้ไปร่วมสังเกตุด้วย เช่น ช่างเครื่องยนต์,ช่วงล่าง หรือช่างสี อย่างน้อยที่สุด ควรที่จะมีเพื่อนคู่คิดไปช่วยกันดู ดีกว่าดูด้วยสองตาของตนเองคนเดียว

           === การดู รถมือสอง ===

          เทคนิคเบื้องต้นในการตรวจสอบรถมือสอง

          1. ตัวถัง body เป็นสิ่งเตะตาลำดับแรกสำหรับผู้เลือกซื้อรถมือสอง ตัวถังรถมือสองบอกอะไรกับเรา ร่องรอยของการเคยเฉี่ยวชน ที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ผ่านการชนหนักมาก่อน เพราะบางอย่างมันซ่อมไม่จบ การเดินเคาะรอบๆ คัน ความรู้สึกกับเสียงมันจะฟ้องเรา ถ้ามีการซ่อมสีมาเสียงมันจะทึบ,หนา สีเดิมๆ จากโรงงาน เสียงมันจะโปร่ง,บาง เคาะหลังคารถ รถเคยตะแคงล้อชี้ฟ้ามาหรือไม่? ต้องดูตะเข็บพื้นหลังคาภายในรถประกอบ เดินดูรอบคัน ร่องรอยต่อของชิ้นส่วนต่างๆ มันจะบอกเรา Balance ซ้าย-ขวา ต้องเท่ากัน ช่องว่างระยะห่างของแต่ละชิ้นส่วน รอยแยกเว้นช่องไฟเท่ากันหรือไม่? มีบิดเบี้ยว มีเกยกันหรือไม่? เช่น ร่องระหว่างฝากระโปรงหน้ากับแก้มหน้าซ้าย-ขวา
          - เปิดฝากระโปรงหน้า ดูคานหน้า คานรถทุกคันจะมีรู กลมบ้าง เหลี่ยมบ้าง ถ้ารูบิดเบี้ยวไม่คม ก็แสดงว่าผ่านการซ่อมแซมมาแล้ว แผ่น plate ที่แปะติดคานมา มีรอยยับหรือดัดมาหรือไม่? ตะเข็บรอยนูน รอยอ๊าค จากโรงงาน มันต่างจากอู่เคาะพ่นสี
          -เปิดฝากระโปรงหลัง ลื้อพรมปูท้ายรถออกเพื่อให้เห็นพื้น โดยมากจะเป็นรอนๆ สังเกตุดูBalance มีร่องรอยตัดแปะหรือไม่? มีเศษกระจกหล่นอยู่ตามพื้นหรือไม่? ไฟท้ายทั้ง 2 ดวงความสมดุลผิดปกติหรือไม่?
          - ป้ายทะเบียนรถ หน้า-หลัง ไม่เรียบ ยับผิดปกติ ก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเคยชนมา

          2. ภายในห้องโดยสาร -อันดับแรก สตาร์ทรถ เพื่อจะทดสอบระบบแอร์ ระหว่างรอดูเพดานรถมีร่องรอยการรื้อตะเข็บฝ้าหลังคารถหรือไม่? ดูพื้นให้รื้อยางปูพื้น พรมมีรอยชื้นของน้ำหรือไม่? พื้นผุหรือยัง? ตรวจสอบคอนโซลหน้ารถ คอนโซลเดิมๆ หรือเปล่า? มั่นคงแข็งแรงมั๊ย? เกย์วัดค่าต่างๆ ทำงานครบถ้วนหรือไม่? ที่จุดบุหรี่ทำงานมั๊ย? เพราะอาจต้องใช้เสียบอุปกรณ์อื่นๆ ที่นี้มาไล่พัดลมแอร์ แรงลมเป็นยังงัย ทำงานปกติหรือไม่?คอมฯแอร์ทำงานปกติหรือเปล่า มีเสียงดังผิดปกติหรือไม่? มีการตัดบ้างมั๊ย? กระจกไฟฟ้าหล่ะ? เซ็นทรัลล็อคอีก เปิด-ปิดประตู เสียงยังแน่นดีอยู่หรือไม่? ที่ปัดน้ำฝน ทำงานปกติครบทุกสปีดหรือไม่?

          3.โช๊ค-อัพ วิธีตรวจสอบโช้คอัพอย่างง่าย (ที่มา>>>http://www.qct-auto.com)
          -สังเกตุดอกยางบริเวณหน้ายางรถยนต์ ถ้าโช้คอัพเสีย หน้ายางจะสึกเป็นช่วงๆโดยรอบ
          -ใช้มือกดด้านบนของบังโคลนหน้าและหลังหลายๆครั้ง และปล่อยมือบริเวณที่กดจะมีอาการยืดและหด ถ้ามีอาการเด้งหลายๆครั้ง แสดงว่าโช้คอัพชำรุด
          -ในขณะที่ขับรถผ่านทางขรุขระหรือลูกระนาด รถจะมีอาการโยนตัว เนื่องจากโช้คอัพไม่มีแรงที่จะหน่วงการเคลื่อนที่ของสปริงหรือแหนบอย่างเพียงพอ
          -สังเกตรอยรั่วของน้ำมัน โดยตรวจเช็คบริเวณซีลโช้คอัพ ถ้ามีคราบน้ำมันเปรอะเปื้อนบริเวณแกนโช้คอัพ แสดงว่ามีการรั่วซึมเกิดขึ้น
          -ในขณะที่รถวิ่งความเร็วสูงและถูกลมปะทะ รถจะเสียการทรงตัวหรือมีอาการโครง

          4.ทดสอบขับ (เครื่องยนต์,เกียร์,ช่วงล่าง,เบรค)
          ก่อนออกรถ สังเกตุดู รอบเดินเบาปกติมั๊ย หรือไม่นิ่งสวิงสูงบ้างต่ำบ้าง ระหว่างขับทดสอบมีเสียงอะไรผิดปกติบ้าง เสียงลมเข้าห้องโดยสารมากไปหรือไม่? ระบบการทำงานของเกียร์ เดินหน้า-ถอยหลัง ทุกเกียร์มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? ขึ้น-ลงสะพาน เลี้ยว ซ้าย-ขวา เข้าโค้ง อยู่ในภาวะปกติหรือเปล่า? มีเสียงอะไรดังผิดปกติหรือไม่? ขับทางตรง แล้วลองเหยียบเบรค+ปล่อยมือจากพวงมาลัย ศูนย์รถมีปัญหาหรือไม่?

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

พื้นฐาน-รถมือสอง

รถมือสอง-อ่านก่อนซื้อ

รถมือสอง

          รถมือสองเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่พร้อมจะออกรถใหม่ป้ายแดง รถมือสอง คือรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว กลุ่มลูกค้าผู้ซื้อรถมือสองแยกหลักๆ ได้ ๒ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก มือใหม่ เลือกซื้อรถคันแรกของตนเอง กลุ่มสอง มือเก่า ผ่านการใช้รถยนต์มาหลายคัน และติดใจในสมรรถภาพของรถยนต์เกรดดีๆ ซื้อรถมือสองเกรดดีแพงกว่าป้ายแดงหลายๆ คัน

          รถยนต์กลายเป็นปัจจัยที่๕ สำหรับมนุษย์มานานนมแล้ว เป็นความใฝ่ฝันของบัณฑิตใหม่ หลังจากเรียนจบ มีงานมีการทำ มีรายได้เป็นของตัวเอง ลำดับแรกต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน เพื่อความสะดวกในการเดินทางและสร้างความภูมิฐานให้กับตัวเอง         

          บทความในเวปนี้เหมาะสำหรับ"มือใหม่" ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถมือสองสักคันหนึ่ง การเป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน อันดับแรกท่านต้องบริหารจัดการรายได้ของท่านให้ลงตัวก่อน เพราะการใช้รถยนต์ เมื่อล้อมันหมุนมีแต่เรื่องเสียตังค์ ถ้ายังไม่พร้อม โปรดใจเย็น

          รถมือสอง "ตาดีได้ ตาร้ายเสีย" น่าจะยังคงใช้ได้กับการเลือกซื้อรถมือสอง การใช้รถมือสอง จุดที่สำคัญสำหรับ"มือใหม่" คือ "ความรู้" เริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อรถมือสอง หลังจากตัดสินใจเลือกซื้อรถมือสองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องเรียนรู้กับการเริ่มต้นใช้งานรถมือสอง ระหว่างใช้งานสารพัดปัญหา ในการดูแลรถมือสองสำหรังมือใหม่ ค่อยๆ เรียนรู้ ท่านจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ใช้รถยนต์อย่างมืออาชีพ

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

22ขั้นตอน กับ รถมือสอง

รถมือสอง-22ขั้นตอนตรวจสอบด้วยตัวคุณเอง

รถมือสอง

          รถมือสองสำหรับคุณ การที่จะครอบครองรถมือสองสักคัน มันไม่ยากก็จริง แต่...มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ถ้าได้ครอบครองรถมือสองคุณภาพดีเหมาะสมกับราคาก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าได้ครอบครองรถมือสองที่มีปัญหาให้ต้องแก้ไข ปวดหัวไม่รู้จบเหมือนกันครับ
          ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสันใจซื้อรถมือสอง ต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ การดูรถมือสอง การเลือกรถมือสอง การตรวจสอบรถมือสอง มีหลากหลายวิธี
          วันนี้ ผมขอนำเสนอ บทความที่น่าสนใจอีกบทความหนึ่ง
          วิธีการตรวจสอบรถมือสองที่สามารถใช้ได้อย่างทันสมัยตลอดกาล และสามารถฝึกฝนเองได้ที่บ้าน

          22 ขั้นตอนตรวจสอบรถมือสองด้วยตัวคุณเอง

          1.ต้องแน่ใจว่ารถมือสองที่คุณกำลังตรวจสอบอยู่นั้น จอดอยู่บนพื้นราบ ไม่เอียงขึ้นลง หรือเอียงซ้ายเอียงขวาเพราะคุณจะสามารถทำการตรวจยางและระดับของช่วงล่างได้แม่นยำ นอกจากนี้การจอดในพื้นราบยังเป็นการสร้างความปลอดภัยจากรถมือสองเคลื่อนที่เองในขณะตรวจสอบได้อีกด้วย

          2.ตรวจดูการทำสีของรถมือสองดูร่องรอยสนิมต่างๆ รอยนูน รอยบุ๋ม และรอยถลอก หลุดร่อนต่างของสีรถมือสอง โดยขั้นตอนนี่จะต้องดูอย่างละเอียดเรียงไปตั้งแต่ด้านหน้ารถ ด้านข้าง ด้านหลัง ด้านบน ตลอดจนถึงตัวถังด้านในทุกส่วน ว่าสีที่ปรากฏนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร มีรอยสนิม รอยถลอก หรือร่องรอยปูดรอยบุ๋มหรือไม่ เพื่อดูว่ารถมือสองคันนี้มีโครงสร้างพื้นผิวต่างๆสมบูรณ์ดีอยู่หรือไม่

          3.ตรวจสอบในส่วนของห้องเก็บของที่อยู่ส่วนท้ายรถมือสองว่ามีสภาพสวยงามเรียบร้อยดีอยู่หรือไม่ เปิดดูยางอะไหล่และเครื่องมือประจำรถว่ามีครบหรือไม่ อ่างเก็บยางอะไหล่มีสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ดีอยู่หรือไม่

          4.ตรวจดูอุปกรณ์ที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า รถมือสองว่ามีร่องรอยการชน รอยบุบ รอยปูด หรือร่องรอยความเสียหายต่างๆที่อาจเกิดจากการไม่ดูแลรักษารถหรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ นอกจากนี้ ภายใต้ฝากระโปรงเรายังสามารถตรวจสอบเลขตัวถังและเลขเครื่องได้อีกด้วย ถ้าเลขเหล่านี้ไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือหายไป หรือมีลักษณะถูกแก้ไขใหม่มา คุณคงต้องสอบถามถึงเหตุผลกับผู้ขายและตรวจสอบละเอียด

          5.ตรวจเช็คท่อยางและสายพานต่างๆ ว่ามีรอยร้าวรอยรั่วหรือรอยแตกลายงา รวมถึงยังมีสภาพความยืดหยุ่นสวยงามดีหรือไม่ สายพานต่างๆต้องไม่หย่อนหรือตึงเกินไป

          6.เปิดประตูเข้าดูภายในห้องโดยสาร ดูเบาะที่นั่งทุกๆตำแหน่งว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ มีรอยฉีกขาดหรือมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ยังสะอาดสดใสอยู่หรือไม่

          7.ตรวจสอบดูว่า ระบบทำความเย็นสามารถทำงานได้สมบูรณ์หรือไม่ ลองปรับความเย็นและแรงลมว่าทำงานได้ดีในทุกระดับหรือไม่ และน้ำยาแอร์ของรถต้องจะเป็นชนิด R134  เพราะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 เป็นต้นมา รถทุกคันจะต้องใช้น้ำยาแอร์ R134 เท่านั้น

          8.ตรวจดูเลขระยะทางที่ใช้งานมา เลขระยะทางสามารถเป็นตัวบอกอายุของรถและความเสื่อมถอยของชิ้นส่วนต่างๆได้  โดยปรกติทั่วไปรถจะมีระยะทางในการใช้งานประมาณ 25000 – 35000 กิโลเมตรต่อปี ขึ้นอยู่กับปัจจัย หลายอย่าง เช่น อาชีพของผู้ขับขี่ พื้นที่ที่ใช้ ว่าเป็นรถใช้ในเมือง หรือใช้ระหว่างพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตามคุณจะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่า สภาพรถ ปีรถ และ ระยะทางขับขี่ ควรสอดคล้องกัน การซื้อรถที่มีอายุ 10 ปี แต่วิ่งมาแค่ 30000-40000 กิโลเมตร นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ดี

          9.การทดลองขับรถมือสองก่อนการตัดสินใจขั้นตอนสุดท้าย ข้อนี้เป็นการตรวจสอบที่ดีมากที่ทำให้เราสามารถรู้สภาพโดยรวมของรถว่า...สามารถใช้ได้ดีหรือไม่ รวมถึงเสียงต่างๆที่ผิดปรกติสามารถตรวจพบได้ในขั้นตอนนี้
            จำไว้ว่าคุณหรือช่างของคุณควรได้ทดสอบขับรถก่อนการตัดสินใจซื้อ

          10.การตรวจสอบคู่มือเข้าศูนย์บริการประจำรถ เพื่อดูประวัติการเข้าซ่อมบำรุงการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ
รวมถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับรถมือสองคันนั้น ถ้าจะให้สมบูรณ์ที่สุด เจ้าของผู้ขายรถมือสองควรเก็บเอกสารต่างๆเกี่ยวกับการเข้าศูนย์บริการไว้แสดงแก่ผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้ซื้อรถมือสองสามารถวางแผนหลังการซื้อได้ว่า จะต้องนำรถมือสองไปเข้าตารางการซ่อมบำรุงต่อไปอย่างไร  รถมือสองคันนั้นจะเข้าศูนย์บริการรถอิสระ หรือผู้ใช้ซ่อมบำรุงเองก็ได้ ตราบใดที่เจ้าของรถมือสองสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาทำอะไรกับรถมาบ้าง  แต่ผู้ขายหลายรายอาจแก้ไขหรือทำการปกปิดเอกสารเหล่านี้ในกรณีที่รถใช้งานหนักมากหรือเกิดอุบัติเหตุหนักมา

          11.ตรวจสอบระบบเบรก สามารถทำได้โดยระหว่างทดลองขับลองเบรกกระทันหัน เพื่อทดสอบระบบเบรก  และ ระบบ ABS ว่าสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่ สามารถใช้การทดสอบบนความเร็ว ไม่เกิน 60 กม/ชม บนที่ๆไม่มีรถหนาแน่นและควรระวังรถที่ขับตามด้วย ระหว่างเบรกยังสามารถตรวจสอบความผิดปรกติต่างๆจากเสียงเบรกได้ว่า ผ้าเบรกผิดปรกติ ใกล้หมด หรือรวมไปถึงจานเบรกว่ามีพื้นผิวสัมผัสที่สมบูรณ์อยู่หรือไม่ การทดสอบนี้สำคัญต่อความปลอดภัยในการขับขี่มาก

          12.ตรวจสอบดูส่วนประกอบต่างๆของเครื่องยนต์ ว่ามีของเหลวที่ผิดปกติรั่วซึมหรือมีชิ้นส่วนที่มีรอยร้าว หรือมีสนิมหรือรอยถลอกรอยแตกที่ผิดปรกติหรือไม่ ข้อนี้จะทำให้เราสามารถดูการใช้งานที่ผ่านมา หรือเอาไว้ใช้ในการวางแผนซ่อมบำรุงต่อไปได้

          13.เปิดฝาน้ำมันเครื่องตรวจดูสภาพ คราบ และรอยสนิมต่างๆ เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของแหวนลูกสูบ รวมถึงการดูสีของของเหลวภายในว่ามีสีผิดปรกติที่เกิดจากเครื่อง Over heat ทำให้ฝาสูบโก่ง ทำให้มีของเหลวอื่นๆ ปะปนไปในน้ำมันเครื่องหรือไม่

          14.ตรวจสอบแกนวัดระดับของเหลวต่างๆ ต้องอยู่ในระดับปรกติ ไม่มากหรือน้อยกว่าขีดปรกติ ต้องมีสีใสปรกติ ไม่ดำเกินไป หรือมีกลิ่นไหม้ การวัดระดับจากแกนวัดระดับเหล่านี้ควรทำในขณะยังไม่ติดเครื่อง

          15.ตรวจสอบสายพาน Timing สายพาน Timing เป็นชิ้นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องยนต์ ถ้ารถบางรุ่นในปัจจุบันใช้ โซ่ Timing แทน คุณก็หมดกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบในข้อนี้ได้ โดยปรกติทั่วไป สายพาน Timing จะมีระยะการใช้งานได้ระหว่าง 100000-200000 กิโลเมตร แล้วแต่ผู้ผลิตรถ

          16.ตรวจสอบยางรถยนต์ทั้ง 4 ล้อ ว่ามีลักษณะต่างๆเหมือนกันหรือไม่ ทั้งรุ่น ปีที่ผลิต รวมไปถึงลักษณะความสมมาตรกันของยางแต่ละเส้น ลักษณะการสึกกร่อน การสึกที่ไม่เท่ากันทั้งเส้น หรือไม่เท่ากันระหว่างล้อซ้ายขวา อาจทำให้เราสันนิษฐานได้ว่า จุดศูนย์ถ่วงของรถคันนี้ผิดปรกติ อาจต้องทำการตั้งศูนย์ใหม่ หรืออาจตั้งไม่ได้ในกรณีรถอุบัติเหตุจนเสียศูนย์ถาวร

          17. ตรวจดูส่วนต่างๆของตัวถังว่าเคยเกิดอุบัติเหตุมาหรือไม่ ดูตามขอบชิ้นส่วนต่างๆว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ ไม่เป็นรอยบุบ ขรุขระ บิดเบี้ยว หรือมีสีที่แตกต่างกับชิ้นส่วนเดียวกันในบริเวณใกล้เคียง ดูการแตกร้าวของชิ้นส่วนต่าง เพื่อตรวจสอบถึงสภาพการเกิดอุบัติเหตุของรถ

          18. ทำการตรวจสอบใต้ท้องรถ ตรวจดูระบบท่อไอเสียทั้งหมด ตรวจสอบดูรอยดำที่ผิดปรกติต่างๆ รอยสนิม รอยแตก หรือรอยของเหลวที่รั่วซึมออกมาตามรอยรั่วของระบบท่อไอเสีย การตรวจสอบนี้ยังอาจบอกได้ถึงสภาพการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย

          19.ไม่ควรไปคนเดียว คุณควรหาเพื่อนที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านตัวถังแบบจริงจังไว้ใจได้ หรือสามารถจ้างช่างตรวจสอบคุณภาพรถที่เป็นช่างที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านการตรวจสอบสภาพรถมือสองที่ไว้ใจได้ ช่วยตรวจสอบรถให้ หรืออาจส่งรถไปตรวจกับศูนย์ตรวจรถอันทันสมัยในกรณีที่สามารถตกลงกับผู้ขายได้ แต่ต้องระวังว่าการตรวจสอบจากเพื่อนหรือช่าง หรือศูนย์บริการเหล่านี้ จะต้องไม่ทำให้รถเละเป็นโจ๊กจนคุณต้องรับผิดชอบซื้อเอาไว้แทน

          20.คำนวณราคา เมื่อสามารถตรวจสอบทุกๆจุดตามที่ได้นำเสนอมาแล้ว  เรื่องถัดไปคือการนำเอาข้อมูลคุณภาพรถทั้งหมดมาคำนวณเป็นราคาที่เหมาะสม โดยอาจอ้างอิงจาก"ราคากลาง"ของรถที่มีสภาพกลางๆ จากนั้นถ้ารถที่คุณดูอยู่มีสภาพดีก็สามารถซื้อได้ในราคาใกล้ๆกับราคากลาง แต่ถ้ารถมีจุดบกพร่องมาก ราคาก็ควรต่ำกว่าราคากลางอย่างแน่นอน ข้อมูลในจุดนี้สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าราคาที่เหมาะในการต่อรองแบบมีเหตุผลควรเป็นเท่าใด จำไว้เสมอว่า ของดีราคาถูกมากๆไม่มีอยู่ในโลก ความจริง ของดีราคาเหมาะสมถึงจะเป็นรถที่คุณควรเป็นเจ้าของ

          21.รถบ้าน หรือ รถเต๊นท์ นั้นไม่ได้มีความสำคัญ เท่าการที่คุณสามารถรู้สภาพที่แท้จริงของรถมือสอง เพราะในปัจจุบันความนิยมในการซื้อรถมือสองที่เจ้าของขายเอง(รถบ้าน)จะทำให้ผู้ซื้อมั่นใจและยอมจ่ายเงินมากกว่า แต่ในความเป็นจริง ขบวนการ "รถบ้านเทียม" มีมายมาย  ดังนั้นการหารถโดยดูสภาพจริงได้ เป็นสิ่งที่คุณควรใช้ในการตัดสินใจซื้อรถมือสอง

          22.เข้าศูนย์บริการ หลังจากได้รถมือสองที่ถูกใจมาแล้ว คำแนะนำสุดท้ายก็คือ การเตรียมนำรถมือสองเข้าศูนย์บริการเพื่อดูแลในส่วนของอุปกรณ์ที่เราตรวจพบว่าไม่สมบูรณ์จากการตรวจตอนซื้อ อาจมีการเปลี่ยนของเหลวต่างๆที่หมดอายุการใช้งาน หรือตกแต่งอุปกรณ์เพิ่มเติมให้รถของเราดูดีงดงามหรือแต่งซิ่งก็ได้ตามใจชอบ

<<=====ขอขอบคุณที่มา>>>http://sabuycar.blogspot.com====>>
          เท่าที่ผมอ่านดู ก้อยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่น โช๊คอัพ ระบบเชื้อเพลิง ระบบไฟฟ้า กระจกต่างๆ
          อ่านหลายๆ บทความ แล้วทำสรุป ShortNote ติดตัวไปด้วย จะได้ครอบคลุมครบถ้วน

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง กับ 20 ขั้นตอน

20 ขั้นตอนการตรวจสภาพรถมือสอง

รถมือสอง

          เป็นอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจ สำหรับท่านที่คิดจะครอบครองรถมือสอง รู้มาก เสียเปรียบน้อย ครับ รถมือสองสภาพดีดีก็มีเยอะ รถมือสองสภาพแย่ๆ ก็มีไม่น้อยเฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้นก่อนที่จะไปเลือกดูรถมือสอง อ่านเก็บเกี่ยวความรู้เยอะๆ ครับ ( การดูรถมือสอง การเลือกรถมือสอง การตรวจสอบรถมือสอง ) มีแต่ได้ ไม่มีเสีย แล้วท่านจะได้ครอบครองรถมือสอง ที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับราคา

          ข้อแนะนำในการเลือกซื้อรถมือสอง

          การเลือกซื้อรถมือสองมาใช้สักคันหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ เราควรตรวจสอบสภาพรถมือสองนั้นๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ อย่าซื้อ โดยใช้อารมณ์หรือความชอบเป็นหลัก แต่ควรเน้นเรื่องสภาพและความสมบูรณ์ของข้อแนะนำในการเลือกซื้อรถมือสอง เพื่อไม่ให้เสียใจและเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ วันนี้ทางเราขอแนะนำวิธีการตรวจสอบข้อแนะนำในการเลือกซื้อรถมือสอง สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถมือสองอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการที่จะเลือกรถใช้แล้วที่ยังสภาพดีสักคันมาใช้ครับ

          สิ่งที่ท่านต้องเตรียม ท่านควรแต่งกายให้ทะมัดทะแมงด้วยเสื้อผ้าที่พร้อมจะลุย เพราะท่านอาจจะต้องก้มลงมอง ใต้ท้องรถ ทั้งตรวจอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องเครื่องยนต์ และอย่าลืมเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้

1. ไฟฉายสำหรับส่งดูจุดต่างๆ ที่เห็นไม่ชัดเจน เช่น ในห้องเครื่องยนต์
2. แม่เหล็กขนาดเล็ก สำหรับตรวจสอบวัสดุชิ้นนั้นๆ ว่าเป็นเหล็กหรือพลาสติก
3. ผ้าขนาดกะทัดรัด สำหรับเช็ดคราบน้ำมันและคราบต่างๆ เพื่อที่จะได้เห็นการรั่วซึมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
4. สมุดบันทึกสำหรับจดบันทึกข้อมูลของรถมือสอง แต่ละคันเพื่อทำการเปรียบเทียบ
5. เพื่อนสนิทสักคน (คนที่มีความรู้เรื่องรถยนต์ยิ่งดี) สำหรับปรึกษาหารือ รวมทั้งช่วยตรวจสภาพ เช่น ช่วยฟังเสียงในขณะที่ท่านเร่องเครื่องยนต์ ช่วยวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่ามีผลทางจิตวิทยา ในการต่อรองเป็นอย่างมาก อย่างน้อยที่สุดผู้ขายก็จะไม่มีความรู้สึกว่าไม่ง่ายในการที่จะโน้มน้าวให้ท่านซื้อได้ง่ายๆ
6.การไปดูรถมือสอง หรือเลือกซื้อรถมือสอง ควรทำในเวลากลางวัน ควรหลีกเลี่ยงไปดูรถมือสอง ในเวลากลางคืน หรือโพล้เพล้เด็ดขาด เพราะความมืดสลัวนั้นจะซ่อนเร้นริ้วรอยต่างๆ

         
          20 ขั้นตอน การตรวจสภาพรถรถมือสอง
          การตรวจสภาพภายในรถมือสองอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะสามารถบอกเราได้ว่า เจ้าของเดิมใช้รถคันนี้อย่างไร หากภายในถูกปล่อยปะละเลยนั้นย่อมหมายความว่าส่วนอื่นๆ ก็คงจะถูกปล่อยปะละเลยเช่นกัน สิ่งที่ควรได้รับการ ตรวจสอบ มีดังต่อไปนี้

          1. เบาะที่นั่ง วัสดุหุ้มแผงประตู พรมปูพื้น เบาะที่นั่งจะบอกเราได้ว่า รถมือสองถูกใช้งานหนักเพียงใด ให้สังเกต ที่ความอ่อนยวบ หรือฉีกขาด หากเบาะที่นั่งถูกหุ้มไว้ควรสำรวจความเสียหายใต้สิ่งที่ห่อหุ้มด้วย โดยปกติเบาะที่นั่งด้าน คนขับจะอ่อนยวบมากที่สุด หากเบาะด้านคนนั่งเป็นเช่นเดียวกันแสดงว่า โดยปกติรถคันนั้นนั่ง 2 คน หากเบาะที่นั่งด้าน หลังมีสภาพยับเยินมาก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า รถมือสองคันดังกล่าวอาจเคยเป็นรถแท็กซี่มาก่อน ในกรณีเบาะที่นั่งด้านหน้าและ ด้านหลังอ่อนยวบ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ารถมือสองคันดังกล่าวใช้ในครอบครัวใหญ่ นอกเหนือจากเบาะที่นั่งแล้วควรสำรวจ วัสดุหุ้มแผงประตู และพรมปูพื้นและใต้พรมปูพื้นด้วยเช่นกัน

          2. ทดสอบคันบังคับต่างๆ เช่น ลองเหยียบคันเร่ง คันเหยียบเบรก คันเหยียบเกียร์ รู้สึกว่าฝืดหรือหลวมเกินไปหรือไม่ มีเสียงปกติหรือไม่ ก้านปัดน้ำฝนทำงานทุกตำแหน่งหรือไม่ ก้านปรับไฟสูง-ต่ำทำงานปกติหรือไม่

          3.ตรวจสอบมาตรวัดระยะทาง โดยเฉลี่ยรถยนต์จะถูกใช้งานประมาณ 20,000-30,000 กิโลเมตรต่อปี ให้เอาจำนวนปีที่ใช้งานของรถคูณด้วยระยะทางใช้งานเฉลี่ยเปรียบเทียบกับมาตรวัดระยะทาง หากตัวเลข ต่ำผิดปกติ ให้สันนิษฐานว่าตัวเลขอาจถูกหมุนกลับหรือตัวเลขหมุนขึ้นรอบที่สอง ทั้งนี้ควรเปรียบเทียบ กับสภาพของรถยนต์และเครื่องยนต์ด้วย สิ่งหนึ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือรถที่ใช้งานในเมืองอาจมีอัตราการสึกหรอ ของเครื่องยนต์มากว่ารถที่ใช้งานทางไกล โดยอัตราประมาณ 3 ต่อ 1 เมื่อเปรียบเทียบกับระยะทางที่เท่ากัน เนื่องจากรถที่ใช้งานในเมืองต้องประสบปัญหาการจราจรติดขัด

          4.ตรวจการทำงานของอุปกรณ์และสัญญาณเตือนต่างๆ บนแผงหน้าปัทม์ โดยเปิดสวิทช์กุญแจไปตำแหน่ง I ณ ตำแหน่ง นี้นาฬิกา วิทยุ-เทป พร้อมที่จะทำงาน บิดสวิทช์ต่อไปตำแหน่ง II ที่ฉีดน้ำล้างกระจกก้านปัดน้ำฝน ไล่ฝ้ากระจกหลัง พัดลมระบายความเย็นในรถยนต์ พร้อมที่จะทำงาน สัญญาณไฟเตือนต่างๆ สว่างค้าง ยกเว้นสัญญาณไฟเตือน รูปเครื่องยนต์ ABS, SRS จะสว่างชั่งครู่แล้วดับ บิดสวิช์กุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์เมื่อเครื่องยนต์ติดสัญญาณไฟ ต่างๆ จะดับ ยกเว้นสัญญาณไฟบอกตำแหน่งเกียร์แบบอัตโนมัติ

          5.ตรวจสอบภายในลิ้นชักเก็บของ หาดูว่าคู่มือประจำรถและเอกสารสำคัญต่างๆ เช่นประกันภัย คู่มือจดทะเบียน อยู่หรือไม่เงื่อนไขการรับประกันยาวนานแค่ไหน หมดระยะเวลาประกันหรือยัง หากเราไม่ใช่ผู้ซื้อมือที่สองจริงๆ ก็อาจจะลองเก็บข้อมูลไปสอบถามเจ้าของรถมือแรกดูก็ได้ และหากตรวจสอบได้ว่าเป็นรถที่มาจากการเลหลัง หรือจากการประมูล (เนื่องจากถูกยึด) ให้พึงระลึกเอาไว้ว่าเหตุใดเจ้าของรถมือแรกถึงปล่อยให้ถูกยึด ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบหมายเลขตัวถังรถ และหมายเลขเครื่องยนต์ว่าตรงกับในเอกสารประจำรถหรือไม่ หากไม่ อาจ แสดงว่าเป็นรถขโมยมา หรือมาจากการประกอบรถสองคันเข้าด้วยกันก็ได้

          6.พิสูจน์กลิ่นภายในรถมือสองมีกลิ่นดินโคลน หรือกลิ่นสาบอาจหมายถึงมีรอยรั่วผุของห้องโดยสาร หรือที่แย่กว่านั้น  ก็อาจเคยจมน้ำมาก่อน ให้เลิกดูใต้พรมว่าบริเวณนั้นเป็นสนิมหรือไม่ตลอดทั้งควรดูบริเวณใต้เบาะที่นั่งด้วย

          7.ตรวจสอบประตูและหน้าต่างกระจกทุกบาน ตรวจดูว่าประตูแต่ละบานสึกหรอหรือผ่านการใช้งานหนักมาแค่ไหน ขอบบนประตูด้านคนขับซึ่งมักจะเป็นที่พักท้าวแขนคนขับนั้น สีซีดหรือสึกไปแค่ไหน อย่าลืมตรวจดูมือจับด้านใน ว่าผ่านการใช้งานมาแค่ไหน ตัวเลขกิโลบนหน้าปัทม์สัมพันธ์กับสภาพของรถหรือไม่ ถ้าหากต่ำผิดปกติอาจหมายถึง รถถูกใช้มาจนตัวเลขกิโลเมตรครบรอบมาแล้ว หรือมีการแก้ไขเลขวัดระยะทางมาก่อนแล้วก็ได้ ทดสอบหน้าต่าง ทุกบานไม่ว่ากระจกหน้าต่างจะเปิด/ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าหรือไม่กระตาม ให้ทดลองเปิดประตูทุกบานว่าเปิด/ปิด คล่องหรือไม่ มีบานใดค้างไม่สามารถเปิด/ปิดได้หรือไม่ นอกจากนี้ให้ตรวจสอบว่าที่นั่งสามารถเลื่อนเดินหน้า ถอยหลังได้อย่างที่ควร

          8.ตรวจสอบรอยหยดน้ำจากวัสดุบุใต้หลังคา หากมีรอยคราบน้ำตามวัสดุบุใต้หลังคา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า รถมือสองคันดังกล่าวมีการรั่วซึมของน้ำจากหลังคา ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหลังคาผุเนื่องจากสนิม

          9.การตรวจสภาพภายนอกตัวรถ ดูรอบๆ ตัวรถ แล้วก้มลงดูว่าตัวรถมือสองขนานกับพื้นถนน ในระยะที่เท่ากันหรือไม่..หรือสูงต่ำไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือเอียงไปข้างหนึ่ง นั่นแสดว่าช่วงล่างมีปัญหาแน่นอน เดินตรวจสอบรอบๆ ตัวรถในที่สว่างๆ สังเกตรอบบุบ ระยะห่างของอุปกรณ์ต่างๆ ไฟหน้า ไฟหลัง กันชนหน้า กันชนหลัง ระยะห่างของอุปกรณ์เท่ากันหรือไม่ ถ้าไม่เท่ากันให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ารถคันดังกล่าวได้รับอุบัติเหตุ มาแล้ว และมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าว

          10.ขั้นต่อมาสังเกตดูละอองสี ว่ามีละอองสีติดที่หนึ่งที่ไดหรือไม่ ส่วนมากแล้วรถมือสองที่ทำสีใหม่ จะมีละอองสีติดอยู่ เช่นใต้กันชนหน้า กันชนหลัง ดูรางน้ำฝน สังเกตการผุกร่อน ดูช่องไฟระหว่างขอบประตู หน้าต่างต้องมีความสม่ำเสมอ ไม่ชิด ไม่ห่างไปข้างใด ข้างหนึ่ง

          11.เคาะฟังเสียง โดยการแอบไล่เคาะรถบางส่วนหรือรอบคันเพื่อฟังเสียง รถมือสองที่ทำสีแล้วมักจะมีการโป๊ว การโป๊วหนาย่อมหมายถึงอุบัติเหตุมาก เราสามารถเคาะดูเสียงที่แตกต่างกันได้ โดยการไล่เคาะฟังเสียงไปทั้งๆคัน

           12.ให้สังเกตไฟหน้า-ไฟท้าย ไฟเลี้ยง ไฟถอย ว่ามีความสว่างเท่ากันหรือไม่ ไฟซ้ายไฟขวาเก่าใหม่ต้องเท่ากันหรือไม่ หัวนอตฝาครอบต้องไม่เยิน เปิดฝากระโปงหน้ารถ ให้สังเกตดูว่ามีรอยเชื่อมหรือรอยอ๊อกหรือไม่ ดูหม้อน้ำ ถ้าเกิดการชนมา หม้อน้ำจะใหม่ เข็มขัดหม้อน้ำ พัดลมหม้อน้ำต้องเป็นของเก่า ดูสายพานไดชาจน์-แอร์ เบ้าหัวเทียน ดูตรงเบ้าซอฟเบอร์ โช๊คอัพ ถ้ามีการทำสีหรือรอยซ่อม จะต้องมีการชนมาอย่างรุนแรง ดูว่ามีลอยหยดน้ำมันตรงที่รถจอดหรือไม่ เพราะการเปลี่ยนประเก็นใหม่ อาจต้องเสียเงินมากพอสมควร จะไม่คุ้มกับคุณที่จะซื้อรถคันนั้นไป

          13. ปิดฝากระโปงหน้า แล้วลองดึงสลักเปิดฝากระโปรง ว่ามีการดีดตัวดีหรือไม่ ถ้าไม่มีการดีดตัวของฝากระโปง ที่ดี รถมือสองคันนั้นผ่านการซ่อมมาอย่างแน่นอน

          14. ตรวจสอบรอบตัวถังให้ละเอียดโดยการจดบันทึก ว่ามีรอบบุบ รอยขีด หรือรอยสนิมหรือไม่ สังเกตุสีของรถมือสอง ว่าลักษณะสีกลมกลืนกันหรือไม่ ถ้าลักษณะของสีรถมือสองไม่มีความกลมกลืนกัน หรือเนื้อสีของตัวถังไม่เหมือนกัน ให้สันนิศฐานก่อนว่า รถมือสองคันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุและทำสีรถใหม่

          15. ตรวจสอบโช๊คอัพ โดยกดที่มุมรถมือสองว่ามีการยุบของโช๊คอัพ แล้วค่อยๆ เด้งคืนตัวของโช็คอัพหรือไม่ ถ้ากดลงไปแล้ว โช๊คอัพเด้งขี้นทันที ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า โช๊คของรถมือสองคันดังกล่าวเริ่มเสียแล้ว

          16. ตรวจสอบช่วงล่างด้วยการก้มลงไปดูใต้ท้องรถมือสอง สังเกตแชสซี ว่ามีรอยต่อเติม หรือรอยเชื่อมต่อของเหล็กหรือเปล่า ถ้ามีให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ารถมือสองคันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว

          17. ตรวจสอบใต้ท้องรถมือสองให้ละเอียด สังเกตุว่ามีคราบน้ำมัน หรือรอยรั่วซึม หรือไหลเยิ้มของน้ำมันในส่วนต่างๆ หรือเปล่า ถ้ามี ชิ้นส่วนนั้นย่อมเกิดการชำรุด ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้นๆ

          18. การเลือกซื้อรถมือสอง ต้องคำนึงถึงเรื่องสภาพของตัวถังและช่วงล่างด้วย เพราะการซ่อมตัวถังหรือทำสีใหม่ท่านจะต้องใช้งบประมาณมาก ดังนั้นควรเลือกที่สภาพดีๆ มันจะได้ใช้งานได้นานๆ

          19. เครื่องยนต์ ถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน สังเกตหาการซ่อมแซม สตารท์เครื่องฟังเสียง เปิดฝาเติมน้ำมันเครื่อง แล้วสังเกตไอน้ำมันเครื่อง เสียงท่อไอเสีย ควันจากท่อ หรือถ้ามีบุ๊กเซอร์วิสติดมา จะเป็นการดีครับ รองเปิดดูประวัติการซ่อม และดูด้วยว่าต้องต้องตรงกับทะเบียนรถ และเลขไมล์ในตัวรถ

          20. สุดท้าย ข้อนี้สำคัญมากครับ ต้องลองขับดูด้วยตัวเอง!!! เพื่อดูสมรรถภาพของรถมือสองว่าเป็นไปตามคำสาธยายของผู้ขายหรือไม่ อีกอย่างหนึ่ง ดูตัวเลขเรือนไมล์วัดระยะทางว่ามาก-น้อย ผิดปกติหรือไม่ ให้สูตรคำนวณโดยประมาณดังนี้ครับ 1 ปี เท่ากับ 25,000 Km.

          ข้อแนะนำเพิ่มเติม
          การเลือกซื้อรถมือสอง มีรายละเอียดย่อยๆ อีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง เช่น การตัดต่อตัวถังรถมือสอง การสวมทะเบียนรถมือสอง การทำเลขตัวถังขึ้นใหม่ การทำทะเบียนปลอม การดัดแปลงรถแท็กซี่ การซ่อมรถมือสองจากซากรถ เป็นต้น แต่การเลือกที่ดีที่สุด คือการหาผู้ที่เชี่ยวชาญดูรถและช่วยตัดสินใจให้ การซื้อจากเจ้าของรถมือสองที่รู้จักกัน เต๊นท์รถมือสองที่มีชื่อเสียงและไว้ใจได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วเต๊นท์รถมือสองส่วนมา มักจะเลือกซื้อรถมือสองที่สภาพดี เพื่อป้องกันการขาดทุน การขายไม่ได้ หรือปัญหาหลังการขายอยู่แล้ว เอาเป็นว่าจะซื้อรถมือสองสักคันต้องใจเย็นๆ เลือกให้ดี พิจารณาให้รอบคอบ ก่อนค่อยซื้อครับ

<<====ขอขอบคุณ ที่มา: http://centerpark.tripod.com/usecar.htm====>>


เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง-แหล่งที่อยู่

เตรียมตัวซื้อรถมือสอง

รถมือสอง

          ถ้าเรามีความพร้อมทางด้านการเงิน เราคงไม่เลือกซื้อรถมือสอง  รถใหม่ป้ายแดง ความทันสมัย ความสวยงาม ความพร้อมในการใช้งาน เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาก็น้อยกว่ารถมือสอง การที่คิดจะครอบครองรถมือสองสักคัน คงต้องวางแผนกันพอสมควร
          แหล่งที่อยู่ของรถมือสอง มีดังต่อไปนี้

          1.ซื้อรถมือสองต่อจาก ญาติ พี่-น้อง คนรู้จัก น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เราจะรู้ประวัติการใช้งาน เช่น เคยชนหนักๆ มาหรือไม่? การดูแลบำรุงรักษารถของเจ้าของเดิม เคยซ่อม,เปลี่ยน อะไรมาบ้าง การวางแผนในการดูแลบำรุงรักษารถมือสองต่อไปเป็นเรื่องสำคัญ
          2.ประมูลรถมือสองจากหน่วยงานองค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ต่างๆ เช่น การไฟฟ้า การประปา ธนาคารของรัฐ และ อื่นๆ หน่วยงานเหล่านี้ จะมีระเบียบข้อบังคับกำหนดอายุการใช้งานไว้ชัดเจน เช่น รถประจำตำแหน่ง มีอายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปีรถยนต์จากหน่วยงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะผ่านการดูแลบำรุงรักษาตามคู่มือรถ คงต้องสืบเสาะข้อมูล จาก ญาติ พี่-น้อง เพื่อนฝูง ที่ทำงานในหน่วยงานนั้นๆ
          3.ซื้อรถบ้าน หมายถึงซื้อต่อจากเจ้าของโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง กรณีนี้ ถ้าเรากำเงินสดไว้ในมือ ใจเย็นๆ หาดูตามประกาศโฆษณาต่างๆเช่น ตามเวปบอร์ด คลับรถยนต์ต่างๆ ราคาย่อมถูกกว่ารถมือสองจากเต็นท์รถ แน่นอน!
          4.ซื้อรถมือสองจากเต๊นท์รถ ธุรกิจการขายรถมือสอง มีหลากหลายรูปแบบมาก เต็นท์รถมือสองคัดคุณภาพก็มีเยอะ เต็นท์รถมือสองแบบไม่มีความรับผิดชอบก็มีมากมาย ขี้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล
          5.ซื้อรถมือสองจากสถานที่ ประมูลรถของเอกชน คงเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการดูสภาพรถยนต์พอสมควร

บทความนี้เป็นเพียงสรุปแหล่งที่อยู่ใหญ่ๆ ของรถมือสอง ติดตามรายละเอียดได้ในบทความต่อๆ ไป
เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง กับ การเริ่มต้น

ก่อนใช้งาน รถมือสอง

         
รถมือสอง
          สิ่งที่พึงกระทำ หลังจาก ซื้อรถมือสองมาแล้ว รถยนต์ไม่ว่าจะใหม่หรือเก่า เราจะ ขับ อย่าง เดียว ไม่ได้ ตามปกติจะมีการสึกหรอของอะไหล่ ชิ้นส่วนต่างๆ มีกำหนดหมดอายุการใช้งาน เราต้องอ่านดูในคู่มือรถยนต์แต่ละคัน จะบอกกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้ ถ้ารถมือสองคันที่เราซื้อมา ไม่มีคู่มือรถยนต์ เราควรจะสืบเสาะหามาประจำรถของเราไว้ ตามชมรม คลับรถยนต์ค่ายต่างๆ ขอแบ่งปันถ่ายเอกสารมาเก็บไว้

          รถมือสอง คันที่เราซื้อมา กรณี ที่เจ้าของเดิม มีคู่มือเข้าศูนย์บริการประจำรถ มีทะเบียนประวัติการซ่อมบำรุงการเปลี่ยนอะไหล่ ชิ้นส่วนต่างๆ ที่เชื่อถือได้ เราสามารถดูแล บำรุง รักษารถมือสองได้อย่างต่อเนื่อง ตามกำหนดระยะเวลาของศูนย์บริการต่างๆ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันพาวเวอร์ น้ำมันเบรค น้ำมันคลัทช์ สายพานหน้าเครื่อง สายพานไทม์มิ่ง รวมทั้ง ยางรถยนต์ เป็นต้น และระหว่างที่เราใช้งาน เราควรจะเก็บหลักฐานในการเข้าศูนย์บริการต่างๆ และทำทะเบียนในการบำรุงรักษารถของเราไว้ด้วย ในเวลาที่เราขายต่อ จะเป็นประโยชน์ สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ได้ราคาสูง

          รถมือสอง คันที่เราซื้อมา กรณี ที่เจ้าของเดิม ไม่มี คู่มือเข้าศูนย์บริการประจำรถ และไม่มีทะเบียนประวัติการซ่อมบำรุงการเปลี่ยนอะไหล่ ชิ้นส่วนต่างๆ เราควรจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ กับหลายๆ สิ่ง เช่น น้ำหล่อเย็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หรือระบบของเหลวทั้งหมดในรถยนต์ สายไฟฟ้าในห้องเครื่อง สายพานต่างๆ ทั้งนี้ ทั้งนั้น ให้อ่านบทความนี้ การดูแลรักษารถยนต์ด้วยตนเอง เพิ่มเติม ควบคู่ไปด้วย ครับ

          ผมขอแนะนำสำหรับ"มือใหม่"ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ควรจะสืบเสาะหาอู่หรือช่างเครื่องยนต์ประจำตัว ที่ไว้ใจได้ เพราะปัญหาสำหรับมือใหม่ ที่ใช้รถมือสอง คือ จะถูกช่างฟันหัวแตก ค่าบำรุงรักษา ซ่อมแซมรถยนต์ และความจริงอีกประการหนึ่ง ถ้าเรามีฐานะทางเศรษฐกิจดี เราคงไม่เลือกซื้อรถมือสอง จริงหรือไม่? ทั้งนี้ ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละท่าน ในการที่จะดูแลบำรุงรักษารถมือสองของท่านต่อไป ปัจจุบัน รถยนต์แต่ละค่าย แต่ละรุ่น จะมี ชมรม มี คลับ ไว้คอยให้คำปรึกษาหารือกันในอินเตอร์เน็ต เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ควรจะเข้าไปทำความรู้จัก หาข้อมูล ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถมือสอง ครับ

เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

รถมือสอง-ความรู้รอบรถ

 29 เรื่องเข้าใจผิดของคนใช้รถ 

รถมือสอง

          การที่เราจะครอบครองรถมือสองสักคัน ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับมือใหม่ บทความนี้ เป็นความรู้รอบรถ เหมาะสำหรับมือใหม่ ท่านจะได้ใช้รถ ดูแลรถยนต์ของท่านได้อย่างถูกต้องถูกวิธี การครอบครองรถมือสอง ไม่ควร ขับ อย่าง เดียว ควรรักการเรียนรู้เกี่ยวกับรถยนต์ ท่านจะได้ใช้งานและดูแลรถมือสองของท่านได้อย่างสบายใจ

1
(ผิด) สตาร์ทแล้วออกรถได้เลยไม่ต้องอุ่นเครื่อง
(ถูก) อุ่นเครื่องยนต์สักหน่อยก่อนออกรถจะดีกว่า


     เมื่อเครื่องยนต์ทำงานขณะที่ยังเย็นอยู่ เช่น ขณะออกรถจากบ้านไปทำงานตอนเช้า หรือติดเครื่องยนต์ เมื่องานเลิกเพื่อกลับบ้านไอของเชื้อเพลิงที่เข้มข้นจะเกาะผนังกระบอกสูบ และละลายปนกับฟิล์มน้ำ มันเครื่องที่ฉาบผนังอยู่ทำให้การหล่อลื่นแหวนลูกสูบกับผนังกระบอกสูบไม่เพียง พอ สร้างความสึกหรอกในเครื่องยนต์มากกว่าปกติ

     นอกจากนี้ทั้งเชื้อเพลิงที่ระเหยไม่หมดและไอน้ำที่เกิดจากการเผาไหม้ขณะเครื่อง ยังเย็นนี้ ยังละลายปนอยู่ในน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีกด้วย

2
(ผิด) เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินข้ามแยก
(ถูก) เวลาข้ามแยก รอให้รถว่าง และไม่เปิดไฟฉุกเฉิน


     ถ้าคุณเปิดไฟฉุกเฉิน รถทั้งด้านซ้าย/ขวา ต่างก็จะเห็นสัญญาณไฟเลี้ยวเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น รถทางขวาอาจจะจอดให้ไป แต่สำหรับทางซ้ายอาจคิดว่าคุณจะเลี้ยวซ้ายจึงไม่หยุดให้อุบัติเหตุจึงเกิด ขึ้นด้วยความเข้าใจผิด จากการใช้สัญญาณไฟแบบผิดที่ผิดทาง

3
(ผิด) รถใหม่สมัยนี้ ไม่ต้อง รันอิน
(ถูก) รถใหม่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ต้องรันอิน


     รถรุ่นใหม่ๆ แม้จะมีการควบคุมคุณภาพอย่างดีแล้วก็ตามแต่เครื่องยนต์ใหม่ควรต้อง ผ่านการรันอิน และ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสักครั้งก่อนที่จะใช้งานอย่างเต็มที่ เพราะเศษโลหะที่ตกค้างอยู่ในระบบจะได้ถูกชะล้างออกไป

     การรันอินนั้นทำได้ไม่ยาก โดยในช่วง 1,000 กม. แรก ไม่เร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง หรือใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงมาก ๆ ถ้าใช้รอบเครื่องไม่เกิน 3,000 รตน.(รอบต่อนาที) ได้ก็จะดีและเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด พูดถึงเรื่องนี้เคยมีผู้ใช้รถบางคนไม่นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็ค โดยให้เหตุผลว่า เสียเวลา เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทำที่ไหนก็ได้อย่างนี้ น่าเสียดาย แทนจริง ๆเพราะถ้าเกิดความเสียหายกับเครื่องยนต์จะเรียกร้องเอากับใคร

4
(ผิด) ยกขาก้านปัดน้ำฝนขณะจอดรถช่วยยืดอายุใบปัด
(ถูก) สปริงในก้านที่ปัดน้ำฝนจะอ่อน และเสียเร็วขึ้น


     ส่วนสำคัญที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพประกอบด้วยใบปัด แผ่นยางซึ่งทำหน้าที่รีดน้ำจากกระจกบังลมหน้า ปกติจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี หากใช้นานกว่านั้นเนื้อยางจะแข็งตัวหรือมีการฉีกขาด ไม่ว่าจะยกไว้หรือไม่ก็ตาม

     อีกส่วนคือ ก้านใบปัด ที่มีสปริงคอยดึงให้ใบปัดแนบสนิทกับกระจก ซึ่งรับแรงจากคันโยก และมอเตอร์ ตัวนี้มีราคาสูงกว่าใบปัด การยกก้านเมื่อจอดตากแดด สปริงจะถูกดึงให้ยืดออกตลอดเวลาอายุการใช้งานสั้นลง ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าเดิมหลายเท่าถ้าต้องเปลี่ยนทั้งชุด

5
(ผิด) ต้องเปลี่ยนไส้กรองทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
(ถูก) ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกครั้ง แต่ถ้าเปลี่ยนได้ก็ดี


      ผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรป แนะนำให้เปลี่ยนพร้อมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้ง แต่โรงงานผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย แนะนำให้เปลี่ยนไส้กรอง หรือหม้อกรองทุก ๆครั้งที่ 2 ของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

      ถ้าคำนึงถึงคุณภาพของน้ำมันเครื่องยุคปัจจุบันแล้ว น้ำมันเครื่องหมดอายุแล้วในหม้อกรองน้ำมันเครื่องจำนวนหนึ่งปนเปื้อนไม่ถึง กับให้โทษในด้านการหล่อลื่นหรือทำความสะอาดภายใน เครื่องยนต์ แต่เมื่อคำนึงถึงราคาหม้อกรอง หรือไส้กรอง ซึ่งถูกกว่าราคาน้ำมันเครื่องแล้วควรเปลี่ยนทุกครั้งเพื่อให้น้ำมันเครื่อง สะอาดที่สุด และทำหน้าที่รักษาเครื่องยนต์ของเราจะดีกว่า

6
(ผิด) รถติดไฟแดงคาเกียร์ D ไว้ดีกว่าเปลี่ยนเกียร์ว่าง
(ถูก) หยุดรถก็โอเค แต่ถ้าติดไฟแดงนานก็ต้องระวังชนคันหน้า


     ในกรณีรถติดไฟแดง ผู้ขับรถที่ใช้เกียร์ธรรมดาจะปลดเกียร์ว่างและเหยียบเบรค ป้องกันรถไหล คงจะไม่มีใครเหยียบคลัทช์ และเบรค ใส่เกียร์คาไว้ให้เมื่อยขา ขณะที่ผู้ขับรถเกียร์อัตโนมัติ กลับมาพฤติกรรมที่แตกต่างกัน กลุ่มแรก เหยียบเบรคโดยคาเกียร์ไว้ที่ตำแหน่ง D กลุ่มที่ 2 เบรคเหมือนกัน แต่เลื่อนตำแหน่งคันเกียร์มาที่เกียร์ว่าง N กลุ่มสุดท้าย ดัดคันเกียร์มาอยู่ที่ P ไม่เหยียบเบรค

     ถ้าติดไฟแดงนาน ๆ กลุ่มแรก ต้องระวังมากที่สุดเพราะถ้าขยับตัวแล้วเท้าหลุดจากแป้นเบรค รถอาจพุ่งไปชนคันหน้า กลุ่มที่ 2 เบาหน่อยแค่เมื่อย ส่วนกลุ่มสุดท้ายสบายใจได้แต่อาจจะไม่สะดวกกับการใช้งาน วิธีดีที่สุด คือ เกียร์ว่าง และดึงเบรคมือ

7
(ผิด) นั่งชิดพวงมาลัยเพื่อให้มองเห็นหน้ารถ
(ถูก) อันตราย ตัวอาจกระแทกกับพวงมาลัยบาดเจ็บ


      ผู้ที่นั่งใกล้พวงมาลัยเกินไป มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องความปลอดภัยในการขับรถ และได้รับ การสอนท่านั่งมาแบบผิด ๆ ลำตัวที่อยู่ชิดกับพวงมาลัย นอกจากจะทำให้หมุนพวงมาลัยไม่ถนัดเพราะแขนงอมากเกินไป ยังเพิ่มความเสี่ยงให้แกตัวผู้ขับ ที่อาจจะบาดเจ็บจากการที่ลำตัวกระแทกกับพวงมาลัย และแรงระเบิดจากถุงลมนิรภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
 
8
(ผิด) ฝนตกขับ 4 ล้อเกาะกว่า…2 ล้อ
(ถูก) อย่าใช้ระบบขับเคลื่อนผิดประเภท จะได้ไม่ต้องเสียใจ


     ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นอาจจะช่วยให้รถเกาะถนนมากกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแต่ สำหรับรถที่ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์หรือ ตามต้องการ ในรถพิคอัพหรือพีพีวีที่มีชุดส่งกำลังแยกเพื่อส่ง กำลังไปยังล้อหน้า กำลังจากล้อหลังจะถูกแบ่งมายังล้อหน้า อาการท้ายปัดหรือล้อหลังฟรีก็จะน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกาะถนนดี เมื่อต้องเลี้ยวในความเร็วสูง ล้อหน้าที่ถูกล็อคให้หมุนจะเลี้ยวได้น้อยลง ทำให้ต้องใช้วงเลี้ยวที่กว้างขึ้นจึงมีรถประเภทนี้หลุดโค้งให้เห็นกันเป็นประจำ

     ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์มีไว้เพื่อช่วยให้รถสามารถผ่านทางทุรกันดารได้ ง่ายขึ้น ต่างกับพวกที่เป็นฟูลล์ไทม์หรือ ตลอดเวลา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการยึดเกาะถนน

9
(ผิด) เอนนอนขับแบบนักแข่ง…สบายที่สุด
(ถูก) อย่าปรับเบาะเอนมาก จะได้ไม่เมื่อย


     ท่าขับแบบนักแข่งตัวจริง ต่างกับการปรับเบาะเอนนอนขับมากการนั่งท่านี้จะรู้สึกว่าจะหลุดจากเบาะนั่ง ทุกครั้งที่เบรคแรง ๆ แขนที่เหยียดตึงตลาดเวลานอกจากจะทำให้เมื่อยล้า ยังต้องยกตัวขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลี้ยวเพราะไม่มีแรงหมุนพวงมาลัย และมองทางข้างหน้าไม่เห็นเช่นเดียวกับเวลาถอยหลังจอด สาย เข็มขัดนิรภัยที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าการนั่งขับแบบปกติอาจจะรั้งคอแทน ที่จะเป็นไหล่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

     ท่านั่งที่ถูก ต้องเอาหลังพิงพนักจนสนิทแล้วเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งไปวางบนส่วนบนสุดของ พวงมาลัย แล้วตรงกับข้อมือ ขาต้องสามารถเหยียบแป้นคลัทช์จนจมโดยไม่ต้องเหยียดข้อเท้าสุดแบบนักบัลเลท์ ส่วนต้าของขาอ่อนดันกับเบาะนั่งส่วนหน้า จนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวที่ลงตรงสะโพกพอดี และยังสัมผัสกับพนักพิง
 
10
(ผิด) เดินทางไกลลมยางอ่อนดี
(ถูก) ลมน้อย ยางมีโอกาสระเบิด


     คู่มือการใช้และดูแลรักษายางรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นค่ายไหนก็แนะนำตรงกันว่าผู้ใช้รถควรเติมลมยางตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้ และให้เพิ่มแรงดันลมยางให้สูงขึ้นอีก 2-3 ปอนด์ เมื่อต้องเดินทางไกล

     ลมยางที่อ่อนกว่ามาตรฐานกำหนด นอกจากจะทำให้ยางด้านนอกสึกมากกว่าด้านในแล้วยังอาจส่งผลเสียกับโครงสร้างยางได้ มีโอกาสเกิด ยางระเบิดมากกว่าหรือใกล้เคียงกับยางที่มีแรงดันลมยางเกินกำหนด เพราะอุณหภูมิความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีของหน้ายางและฉีกขาดได้ง่าย

11
(ผิด) สอดมือหมุนพวงมาลัยถนัด เบาแรง และปลอดภัย
(ถูก) ไม่ถนัดจริง และอันตราย ไม่ควรทำ


     การหงายมือล้วงหรือสอดมือจับพวงมาลัย เพื่อเลี้ยวรถเป็นการออกแรงดึงเข้าหาตัว จึงทำให้รู้สึกว่าออก แรงน้อยกว่าการจับแบบคว่ำมือหมุน แต่การทำแบบนั้นมี อันตราย มาก ถ้าหากล้อหน้าเกิดสะดุดก้อนหิน และเกิดมือหลุดจากพวงมาลัย
 
12
(ผิด) ตั้งศูนย์ล้อหน้าอย่างเดียวก็พอ
(ถูก) ทุกล้อมีความสำคัญ ตั้งศูนย์ล้อควรทำทั้ง 4 ล้อ


    เชื่อหรือไม่ว่า ศูนย์ล้อหลังมีความสำคัญพอ ๆ กับศูนย์ล้อหน้า หรืออาจจะมากกว่า เพราะมุมที่ล้อหลังเอียงไปเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้รถเสียสมดุลเมื่อเบรคหรือเลี้ยวและทำให้รถเลี้ยวไปมากกว่าที่คิด

     รถยนต์ส่วนใหญ่จะปรับตั้งศูนย์ล้อได้หน้า/หลัง ยกเว้นรถขับเคลื่อนหน้าบางรุ่นที่ปรับได้แต่เฉพาะล้อหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถตั้งศูนย์ล้อหลัง ก็ต้องทำใจ

13
(ผิด) ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่ทุก ๆ 5,000 กม
(ถูก) ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำมันเครื่องและความต้องการของเครื่องยนต์

     ผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายกำหนดมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่เครื่องยนต์แต่ ละรุ่นต้องการใช้ อยู่ในคู่มือประจำรถ และกำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องไว้แตกต่างกันด้วย รถยนต์ของค่ายญี่ปุ่น จะมีกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เช่น ทุก ๆ 5,000 กม. และ 10,000 กม. ส่วนรถค่ายยุโรปส่วนใหญ่ที่เครื่องยนต์ใหญ่ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำและมาตรฐาน คุณภาพของน้ำมันเครื่องไว้สูง เช่น ระดับ SJ สำหรับเครื่องยนต์เบนซินจะกำหนดระยะทางถึง 15,000 กม. หรือมากกว่านั้น

     ปัจจุบันกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่มีระยะมากที่สุด เป็นของรถเปอโยต์ คือ ทุก ๆ 30,000 กม. แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนก่อนเวลาก็ไม่ได้ทำให้เสียหายเพียงแต่เปลืองเงินกว่าที่ควร เท่านั้นเอง

     ถ้าใช้น้ำมันเครื่อง ธรรมดา คุณภาพสูง แล้วใช้งานหนักมาก เปลี่ยนทุก 5,000 กม. ถ้าใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% เปลี่ยนทุก 10,000 กม. หากใช้งานเบากว่านี้เพิ่มระยะทางได้ตามความเหมาะสม

14
(ผิด) ฝนตกหนัก หรือหมอกลงจัดต้องเปิดไฟฉุกเฉิน
(ถูก) อาจสร้างความสับสนให้ผู้ร่วมทาง ไฟฉุกเฉินใช้เวลาจอดฉุกเฉิน


     ในสภาพอากาศที่ไม่ดี และทัศนวิสัยแย่มาก จนมองแทบไม่เห็นรถคันหน้าการชะลอความเร็ว เปิดไฟหน้าและทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรทำ

     แต่การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน ทำให้รถที่วิ่งสวนทางมาเข้าใจผิดคิดว่ามีรถจอดเสียอยู่ทางซ้ายริมถนน และหักหลบไปทางขวา ซึ่งเป็นไหล่ทาง กว่าจะเห็นอาจจะสายเกินไปไม่ลงไปข้างทางก็อาจพุ่งข้ามช่องทางมาชน หรือถ้าหยุดรถก็ขวางทาง และเกิดอุบัติเหตุ

     การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือไฟผ่าหมาก ควรใช้เฉพาะเวลาที่รถเสียและต้องจอดอยู่ริมถนน เพื่อบอกให้เพื่อนร่วมทางที่สัญจรผ่านไปมา ใช้ความระมัดระวัง

15
(ผิด) ใช้น้ำมันเครื่องราคาถูกแต่เปลี่ยนบ่อย ๆ ช่วยถนอมเครื่องยนต์
(ถูก) ถ้าเจอน้ำมันเครื่องปลอม ไม่มีคุณภาพ อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหาย


     ไม่ควรนำน้ำมันเครื่องราคาถูกมาเปลี่ยนบ่อย ๆ เช่น ทุก 3,000 หรือ 4,000 กม. แทนน้ำมันเครื่องมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด เพราะในประเทศเราที่ไม่มีหน่วยงานควบคุม และตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันเครื่องอยู่เลย แม้น้ำมันเครื่องระดับคุณภาพสูงที่เราซื้อมา ก็อาจเป็นของปลอมที่กรองและฟอกสีมาจากกากน้ำมันเครื่องใช้แล้วก็ได้

     วิธีถนอมเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด คือ เลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงสุดก่อนอื่นต้องเลือก ยี่ห้อ และสถานที่ จำหน่ายที่น่าไว้วางใจได้ เลือกระดับคุณภาพ แล้วจึงดูระดับความหนืด หรือความข้นของน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับอุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองไทย เช่น 10W-40/15W-40/15W-50 หรือ 20W-50

     ระดับคุณภาพที่รู้จักกันแพร่หลายใ นประเทศไทย คือ ระดับคุณภาพตามมาตรฐานของ API (American Petroleum Institute) ถ้าเป็นรถใช้เครื่องยนต์เบนซินควรใช้น้ำมันเครื่อง ระดับคุณภาพ SJ หรือ อย่างน้อย SH ถ้าเป็นรถใช้เครื่องยนต์ดีเซล ควรเลือกระดับ CG-4 หรืออย่างน้อย CF-4

16
(ผิด) แบทเตอรี่ลูกใหญ่ สตาร์ทติดง่าย
(ถูก) แบทเตอรี่ขนาดไหนก็ใช้ไฟเท่าเดิม


     การใช้แบทเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ขณะที่องค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งเครื่องยนต์ไดสตาร์ท และไดชาร์จ ยังมีขนาดเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากจะเป็นความสิ้นเปลืองที่เกินกว่าความจำ เป็น เพราะความต้องการไฟในการสตาร์ทเครื่องยนต์ยังเท่าเดิมแล้ว ยังอาจส่งผลเสียกับไดชาร์จในอนาคต

     แบทเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่มากเกินไป ไม่เพียงต้องทำให้เจ้าของรถต้องดัดแปลงแท่นวางแบทเตอรี่ใหม่เท่านั้น ยังอาจส่งผลให้ไดชาร์จทำงานเต็มกำลังตลอดเวลา เพื่อบรรจุไฟเข้าไปเก็บในแบทเตอรี่ ซึ่งจะหยุดก็ต่อเมื่อไฟเต็มแบตเตอรี่ ในปัจจุบันแม้มีขนาดที่เล็กแต่ก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้แบทเตอรี่ลูกใหญ่

17
(ผิด) ผ้าเบรคแข็ง หรือ ผ้าเบรคเนื้อแข็ง ไม่ดี
(ถูก) ไม่แน่เสมอไป ขึ้นอยู่กับความต้องการ


     ความเข้าใจผิด ๆ เรื่อง ผ้าเบรค ที่ว่าผ้าเบรคอ่อนดีกว่าแข็งเกิดจากบรรดาช่างซ่อมรถที่ไม่ได้อธิบายให้เจ้าของรถเข้าใจ

     การผสมเนื้อผ้าเบรคให้ใช้งานได้ดี เป็นศาสตร์ชั้นสูง ใช้วัสดุนานาชนิดและมีส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติของผ้าเบรค และมักจะขัดแย้งกันเองถ้าเน้นข้อดีข้อใดขึ้นมาก็มักจะมีข้ออื่นด้อยลงไป เช่น การใช้ส่วนผสมที่เบรคหยุดดี ก็จะกินเนื้อจานเบรคมาก หรือร้อนจัด หรือไม่เนื้อผ้าเบรคก็สึกเร็ว พอทำให้สึกช้า ก็แข็ง เบรคไม่ค่อยอยู่ หรือมีเสียงรบกวน ส่วนผ้าเบรคเนื้ออ่อนที่มีจุดเด่นเรื่องไม่กัดกินเนื้อจานเบรค

18
(ผิด) เติมน้ำยาหล่อเย็นจะทำให้หม้อน้ำรั่ว
(ถูก) น้ำยาเติมหม้อน้ำช่วยลดตะกอนและควบคุมอุณหภูมิ


     น้ำยาเติมหม้อ หรือน้ำยาหล่อเย็น (Coolant)ถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้หม้อน้ำและปั๊มน้ำรั่วอยู่เสมอนั่นก็ เพราะผู้ใช้รถจะพบปัญหาเหล่านี้หลังจากที่ได้เติมน้ำยาหล่อเย็นซึ่งในความ เป็นจริงเกิดจากระบบหล่อเย็นของรถขาดการบำรุงรักษามาเป็นเวลานาน หรือใช้น้ำที่มีค่าเป็นกรดเป็นด่างมากเกินไป จนเกิดการผุกร่อน

     ดังนั้นเราควรบำรุงรักษาหม้อน้ำด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาในระบบหล่อเย็นปีละ ครั้งรวมทั้งทำความสะอาดถังพักน้ำด้วย ส่วนการผสมน้ำยาหล่อเย็นควรทำตามอัตราส่วนที่ผู้ผลิตระบไว้

19
(ผิด) ปิดพัดลมแอร์ก่อนดับเครื่องยนต์ จะใช้ให้แอร์ไม่เสียเร็ว
(ถูก) ควรปิดคอมเพรสเซอร์แอร์ ก่อนดับเครื่อง ช่วยยืดอายุตู้แอร์


     ระบบทำความเย็นทั้งภายในรถและอาคาร อาศัยหลักการถ่ายเทความเย็นและระบายความร้อน ซึ่งตู้แอร์ หรือคอยล์เย็น จะมีสารทำความเย็นบรรจุอยู่ภายในโดยมีพัดลมทำหน้าที่เป่าลมการปิดพัดลมก่อน ดับเครื่อง ความเย็นยังคงอยู่ภายในระบบ ตู้แอร์จึงชื้น และกลายเป็นที่สะสมฝุ่นละออง ซึ่งจะทำให้ลมผ่านได้ไม่สะดวก เกิดการอุดตัว และตู้รั่ว

     การเปิดคอมเพรสเซอร์ หรือปิดสวิทช์ AC ก่อนดับเครื่องยนต์อย่างน้อย 5-10 นาที จะช่วยไล่ความชื้น  ในตู้แอร์ ไม่เป็นที่สะสมฝุ่น นอกจากจะช่วยยืดอายุตู้แอร์ ยังช่วยลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่มักเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความชื้นอีกด้วย

20
(ผิด) เกียร์ ซีวีที ขับยากและกินน้ำมันกว่าเกียร์ทั่วไป
(ถูก) ขับง่ายและประหยัดน้ำมันกว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วไป


      การไม่สามารถเข้าใจเหตุผล ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ผู้ที่ขับรถใช้เกียร์ซีวีที บอกว่าขับแล้วรู้สึกเหมือนขับรถที่เกียร์ หรือระบบขับเคลื่อน มีปัญหา ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีโดยเฉพาะตอนที่ ขับด้วยความเร็วคงที่แล้วกดคันเร่งเพิ่ม เกียร์จะเลือกอัตราทดที่เหมาะ ทำให้ความเร็วเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น ทันที แต่ความเร็วรถยังเท่าเดิม ให้ความรู้สึกเหมือนรถคลัทช์ลื่น

      การขับแบบประหยัดเชื้อเพลิง ให้เหยียบคันเร่งไม่ลึกนักขณะออกรถและรักษาระยะที่เหยียบไว้ ช่วงแรก เครื่องยนต์จะส่งกำลังผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์ พอล้อรถหมุนเร็วพอสมควรและไม่ต้องการความช่วย เหลือจากทอร์คคอนเวอร์เตอร์แล้วระบบต่อตรงส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังจานทรงกรวย ตัวขับก็จะทำงาน จากนั้นระบบควบคุมจะลดระยะห่างของจานทรงกรวยคู่ที่เป็นตัวขับเป็นการลดอัตราทด เพื่อเพิ่มความเร็วรถ โดยที่ความเร็วของเครื่องยนต์ค่อนข้างคงที่ ยกตัวอย่างเช่น ประมาณ1,800 รตน. ความเร็วจะเพิ่มขึ้นตาม ส่วนเดียวกับที่อัตราทดของเกียร์ลดลงจะได้ความเร็วประมาณ 60-70 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดของการเหยียบคันเร่งของเราเท่านี้เยี่ยมไหมครับ

21
(ผิด) ไส้กรองอากาศไม่ต้องเปลี่ยน แค่เป่าลมก็ใช้ได้
(ถูก) เปลี่ยนใหม่ดีกว่า ช่วยประหยัดค่าน้ำมันอีกด้วย


     การใช้ลมเป่าไส้กรองอากาศที่นิยมทำกัน เมื่อมีฝุ่นติดเต็มจนมองไม่เห็นสีเดิม วิธีนี้ช่วยให้ฝุ่นละอองเบา บางลง อากาศไหลผ่านได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าเป่าแรงเกินไปแผ่นกรองอาจเสียหายจนใช้ งานต่อไม่ได้ เพราะมีรูกว้างจนฝุ่นขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าไปได้ คิดแล้วไม่คุ้ม ยอมจ่ายเงินซื้อของใหม่มาใส่จะคุ้มกว่า การล้างคาร์บูเรเตอร์หรือหัวฉีด แถมยังประหยัด ค่าน้ำมันทางอ้อมอีกด้วย

22
(ผิด) แก็สโซฮอล์สิ้นเปลืองกว่าเบนซิน 95 เพราะระเหยได้ง่ายกว่า
(ถูก) แอลกอฮอลล์มีควาามหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่าของเบนซิน


     การที่แก็สโซฮอล์สิ้นเปลืองกว่าเพราะแอลกอฮอล์มีพลังงานสะสมในตัวมันน้อย กว่า เมื่อเทียบมวลเท่ากัน เช่น มีพลังงานกี่กิโลแคลอรี่ต่อมวลหนึ่งกิโลกรัมเท่ากัน หรือกล่าวได้ว่าแอลกอฮอล์มีความหนาแน่นของพลังงาน หรือค่าความร้อน (Heating Value) ต่ำกว่าของเบนซิน เกี่ยวกับการระเหยง่ายอย่างที่หลายคนคิด

     ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ น้ำมันเบนซินซึ่งระเหยง่ายมากและน้ำมันดีเซลซึ่งระเหยยากมาก แต่มีความหนาแน่นของพลังงานหรือค่าความร้อนพอ ๆ กันและมากกว่าของแอลกอฮอล์ประมาณเท่าตัว

23
(ผิด) เปลี่ยนกรองเปลือย และหัวเทียน ทำให้รถแรงขึ้น
(ถูก) ช่วยอะไรไม่ได้มาก ไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป


     การเปลี่ยนกรองอากาศมาเป็นแบบกรองเปลือยที่ไม่มีกล่องป้องกันฝุ่นและท่อนำ อากาศอาจจะช่วยให้อากาศเข้าได้สะดวกขึ้นแต่ความหนาแน่นของมวลอากาศน้อยลง เพราะอุณหภูมิความร้อน ภายในห้องเครื่องยนต์ ซึ่งปริมาณอากาศกับห้องเผาไหม้เท่าเดิมจึงให้กำลังตกลงเมื่อเครื่องร้อน อีกทั้งมีฝุ่นละอองมากทำให้ต้องล้างหรือทำความสะอาดบ่อย ๆ

     การใช้หัวเทียนใหม่ช่วยให้การจุดระเบิดสมบูรณ์ แต่ไม่ได้เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ ให้สูงกว่ามาตรฐานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนดไว้

24
(ผิด) ควรเติม หัวเชื้อน้ำมันเครื่องเพื่อถนอมเครื่องยนต์
(ถูก) อาจจะหนืดไป แค่ใช้น้ำมันเครื่องดี มีคุณภาพ ก็เพียงพอแล้ว


     เราแบ่งหัวเชื้อน้ำมันเครื่องได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของน้ำมันเครื่อง และประเภทที่ช่วยเพิ่มความหนืดของน้ำมันเครื่องน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงในปัจจุบันมีส่วนผสมของสารต่าง ๆ อยู่ในปริมาณและ ส่วนที่เหมาะสมจึงไม่ควรใส่สารอื่นเข้าไปทำลายส่วนสารเคมีเหล่านี้ให้เสียสมดุลและกลับให้โทษแก่เครื่องยนต์ประเภทแรกจึงไม่จำเป็น

     ส่วนหัวเชื้อน้ำมันเครื่องที่ช่วยเพิ่มความหนืดอาจช่วยลดความสิ้นเปลือง น้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ที่หมดสภาพแล้วได้บ้าง แต่เมื่อคำนึงถึงราคาแล้ว ก็ไม่น่าจะช่วยประหยัดได้และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วย วิธีที่ถูกต้องคือ การซ่อมใหญ่ หรือ โอเวอร์ฮอล เพื่อให้เครื่องยนต์กลับคืนสู่สภาพดีปกติ

25
(ผิด) เติมน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงปนกับน้ำมันเครื่องทั่วไปจะได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น
(ถูก) การผสมไม่ได้ช่วยให้คุณภาพดีขึ้นใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพมาตรฐานจะดีกว่า


     การนำน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงสุดสักครึ่งลิตรมาผสมกับน้ำมันเครื่องคุณภาพ ปานกลาง ก็ไม่สามารถเพิ่มคุณภาพขึ้นมาได้ เอาเงินส่วนนี้ไปทำประโยชน์ส่วนอื่นจะดีกว่าเช่นเดียวกับการเอาน้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำมาเติมผสมลงไปในน้ำมันเครื่องชั้น ดีราคาสูงซึ่งจะทำให้ส่วนผสมของสารเพิ่มคุณภาพในน้ำมันเครื่องเสียสมดุลไป เท่ากับน้ำมันเครื่องทั้งหมดคุณภาพต่ำไป

     การเติมน้ำมันเครื่องใหม่เมื่อน้ำมันเครื่องเดิมใกล้จะถึงกำหนดเปลี่ยนถ่าย นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการใช้ งานเพียงระยะสั้นทางที่ดีเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเลยจะคุ้มกว่า

26
(ผิด) ดีเซลมีระยะการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเท่ากับเบนซิน
(ถูก) อุณหภูมิภายในไม่เท่ากัน อายุการใช้งานก็ต่างกันด้วย


     การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล ก่อให้เกิดเขม่ามากกว่าในเครื่องยนต์เบนซินผงเขม่าขนาดเล็กสามารถลอดผ่านกระดาษกรองของหม้อกรองน้ำมันเครื่องได้เมื่อสะสมแขวนลอยอยู่ในน้ำมันเครื่องมากขึ้น จะทำให้น้ำมันเครื่องมีค่าความหนืดสูงขึ้น คุณสมบัติในการหล่อลื่นจึงลดลง

     เครื่องยนต์ดีเซลระบบฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ หรือไดเรคท์อินเจคชันยุคใหม่มีเขม่าน้อยกว่าแบบพรีแชมเบอร์มาก กำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์แบบนี้ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์เบนซิน

27
(ผิด) น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% คุ้มกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดา
(ถูก) ราคาแพงกว่าใช้ได้นานกว่า แต่จะคุ้มหรือไม่อยู่ที่ใจ


     จุดเด่นแรกของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์อยู่ที่ค่าความหนืดต่ำที่อุณหภูมิต่ำจึง ไหลไปหล่อลื่นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มติดเครื่องยนต์ในสภาพเย็นจัด เช่น ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสซึ่งสภาวะเช่นนี้ไม่มีในประเทศไทย

     ข้อดีประการที่ 2 คือทนต่อความร้อนสูงที่ผนังกระบอกสูบได้ดีกว่าจึงมีอัตราการระเหยเป็นไอได้น้อยกว่าน้ำมันเครื่อง ธรรมดา อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเครื่องน้อย

    จุดเด่นอีกข้อของน้ำมันเครื่อง สังเคราะห์ คือ การมีค่าดัชนีความหนืดสูงจึงไม่ใส เกินไปเมื่อถูกความร้อนจัดน้ำมันเครื่องสังเคราะห์จึงมีสารปรับดัชนีความหนืดผสมอยู่ในอัตราที่น้อยกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดา

     เนื่องจากสารปรับดัชนีความหนืดนี้เสื่อมสภาพได้ง่ายตามอายุใช้งานยาวนานกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดามาก เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% กับราคาน้ำมันเครื่องธรรมดา ระดับคุณภาพสูง สุดน้ำมันเครื่องสังเคราะห์จะมีราคาสูงกว่าราว 2 ถึง 4 เท่าจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่า คุ้มกว่าน้ำมัน เครื่องธรรมดา ยกเว้นพวกชอบใช้ของแพง ได้จ่ายเงินมากแล้วมีความสุข ผู้ที่ต้องการถนอมให้เครื่องยนต์สึกหรอน้อยที่สุด โดยไม่คำนึงถึงราคาว่าคุ้มหรือไม่  น้ำมันเครื่องมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนดน่าจะเป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้ได้คุ้มค่าและ เพียงพอกับความต้องการแล้ว

28
(ผิด) วางเท้าไว้บนแป้นคลัทช์ เพื่อใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ
(ถูก) ยกเท้าออกจากคลัทช์ จะได้ไม่เปลืองผ้าคลัทช์


     เรื่องนี้น่าจะเป็นความเคยของแต่ละบุคคล ไม่ใช่พฤติกรรมที่น่าเลียนแบบโดยปกตรถเกียร์ธรรมดา จะต้องคอยระวังเครื่องดับ เมื่อเหยียบเบรคแรง หรือหยุดรถหลายคนตึงไม่ยอมยกเท้าจากแป้นคลัทช์ทั้ง ๆ ที่เข้าเกียร์สุดท้ายไปนานแล้ว

     การวางเท้าไว้บนแป้นคลัทช์ตลอดเวลาบางครั้งอาจจะเผลอทิ้งน้ำหนักลงไปที่เท้า จนคลัทช์ทำงาน ส่งผลกระทบโดยตรงกับผ้าคลัทช์ และหวีคลัทช์ จนถึงไฟร์วีล ทำให้สึกหรอมากกว่าที่ควรจะเป็น

29
(ผิด) รถที่ใช้จานเบรค 4 ล้อปลอดภัยกว่ารถที่ใช้ดุมเบรคหลัง
(ถูก) ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้งาน


     หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าจานเบรคใช้ได้ดีกับรถทุกรุ่นทุกขนาดแม้ว่าคุณสมบัติที่ดี ของจานเบรคคือ ระบายความร้อนได้เร็ว ส่วนใหญ่ผู้ผลิตรถจึงใช้กับล้อหน้าที่ผ้าเบรคจับตัวจานเบรคแทบ จะตลอดเวลา ดุมเบรคที่ระบายความร้อนได้ช้ากว่าเพราะมีฝาครอบ แต่มีพื้นที่สัมผัสมากกว่าจานเบรคและไม่ มีปัญหาเบรคล็อคเหมือนจานเบรคใช้ในล ้อหลัง รถที่ใช้งานแบบทั่วไป รวมทั้งรถที่มีระบบเอบีเอส ซึ่งวิศวกรผู้ผลิตรถยนต์จะเลือกใช้จานเบรคตามความเหมาะสม

     การที่เจ้าของรถนำรถไปดัดแปลงใช้จานเบรคในล้อหลัง ต้องระวังเพราะหากล้อหลังหยุดก่อนล้อหน้าอาจทำให้รถหมุนได้

   ==== ขอขอบคุณที่มาของความรู้ :  http://atcloud.com/stories/24575 ====
เรียนรู้เกี่ยวกับรถมือสอง เพื่อจะได้ครอบครองรถมือสองได้อย่างมีคุณภาพ โชคดี ครับ.

เชิญ Click ที่นี่ เต็นท์รถมือสอง คุณภาพ

 
page contents